Advertisement


Pentacle ดาวห้าแฉก สัญลักษณ์ของปีศาจบาโพเมท(Baphomet)

Pentagram ที่ใช่สัญลักษณ์สำหรับการบูชาปิศาจหรือซาตาน แต่กลับเป็นสัญลักษณ์ของเทพีในลักธิเพแกนต่างหาก ซึ่งตามปกติแล้ว คนทั้งหลายอาจจะคุ้นชินกับภาพของสัญลักษณ์ทางศาสนาคริสต์นอกรีด ที่เป็นลัทธิแห่งการบูชาปีศาจ โดยมีบาโพเมทเป็นร่างจำแลงของซาตาน แล้วเหตุใด เพนทาเคิลจึงกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของปีศาจไปได้ อีกทั้งทำไมบาโพเมทจึงกลายเป็นร่างจำแลงของซาตาน เราจะมาไขข้อข้องใจไปพร้อมๆกันกับบทความดังต่อไปนี้

บาโพเมท (Baphomet) ย้อนความกลับไปถึงตำนานของเทพเนอสกันก่อน เรื่องราวทั้งหมดถูกตั้งต้นขึ้นมานานตั้งแต่ช่วงก่อนเข้าสู่สงครามแร็กนารอค ช่วงเวลานั้นเหล่าเทพเจ้าทั้งหลายพักพิงอยู่บนสรวงสวรรค์ และทำหน้าที่ตรวจตรามิดเดิลเอิร์ธบนโลกมนุษย์ โดยมีวัตถุประสงค์ในการปลุกระดมให้เกิดสงคราม เพื่อจะได้รวบรวมเหล่าวิญญาณของผู้กล้าให้กลายมาเป็นนักรบแห่งเบอร์เซอก

ช่วงเวลานั้นเอง มีเมืองแห่งหนึ่งชื่อว่า ซู เมืองนี้เคารพนับถือ เทพจอมซนโลกิ หรือเทพเจ้าแห่งไฟนั่นเอง ที่เมืองแห่งนี้มีสตรีนางหนึ่งที่ชื่อว่า บาร่า เธอเป็นหญิงที่มีจิตใจคับแคบ ไม่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ และไม่เคยคิดจะช่วยเหลือใคร ด้วยนิสัยอันร้ายดชกาจของเธอ จึงไม่มีใครในเมืองชื่นชอบเธอเสียเท่าไร  และยิ่งนานวันไปคนทั้งเมืองก็ต่างพากันรุมเกลียดเธอมากขึ้นไปเรื่อยๆ

จนถึงวันหนึ่ง เมื่อเทพโลกิเสด็จมายังเมืองซู เพื่อจะมารับของสังเวยและของบูชายันต์ แต่เทพองค์นี้รู้สึกเบื่อกับการกระทำที่ซ้ำซากของตนเอง เพราะต้องทำซ้ำๆอย่างนี้มาตลอด ครั้นเมื่อเทพโลกิได้รับของบูชาไปจนครบเรียบร้อยแล้ว ชาวเมืองก็ต่างทูลความเรื่องนางบาร่าให้แก่องค์เทพฟังว่า นางบาร่าเป็นคนนิสัยเสียและเห็นแก่ตัวเป็นอย่างมาก นางไม่เคยคิดจะไม่ช่วยเหลือผู้ใดเลย ทำให้ชาวเมืองต้องการจะขับไล่นางบาร่าให้หายออกไปจากเมือง

เมื่อเทพโลกิได้ฟังดังนั้น ก็เข้าใจว่านางบาร่าเป็นคนนิสัยเสียจริงๆ เทพโลกิจึงคิดจะสาปนางบาร่าให้กลายเป็นกวางมูส แต่ก็เกิดความผิดพลาดในการร่ายคาถา ทำให้นางบาร่ากลายสภาพไปเป็นแพะภูเขาแทน แต่แพะตัวนี้ไม่ได้เป็นแพะธรรมดาแต่ แพะบาร่าเป็นปีศาจร้ายที่น่ากลัว มีเคียวโง้งเป็นอาวุธ และมีพละพลังกำลังที่ล้นเหลือกว่าแพะทั่วไป

ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้เทพโลกิต้องปราบศัตรูร้ายตัวนี้อย่างยากลำบาก เพราะด้วยความที่มันมีอำนาจมาก ในที่สุด เทพโลกิก็เห็นว่าตนเองน่าจะต้านทานไว้ไม่อยู่ จึงคิดจะผนึกนางเอาไว้ในวิหารเสีย สุดท้ายจึงทำให้บ้านเมืองกลับเข้าสู่ความสงบสุขอีกครั้ง

เมื่อเวลาผ่านไปหลายปี ลูกๆของนางบาร่าก็ได้เติบใหญ่ขึ้นเป็นชายฉกรรจ์ พวกเขาพยายามหาหนทางที่จะแก้แค้นให้แม่ จึงพยายามบุกเข้าไปในวิหาร เพื่อหลังที่จะปลดทำลายผนึกของเทพโลกิ ชาวเมืองเกรงว่าจะเดือดร้อนจึงรีบออกมาป้องกันไว้ แต่ท้ายที่สุด ลูกของนางบาร่าก็อาศัยฝีมือที่ฝึกปรือมาอย่างดีปลดปล่อยมารดาตนเองให้ออกมาจนได้

เทพโลกิจึงรีบเสด็จมาปราบชายคนดังกล่าว ซึ่งด้วยฝีมือที่เหนือกว่า ทำให้นายคนนี้ไม่สามารถสู้พระองค์ได้ ชายคนนี้ถูกชาวเมืองรุมจับด้วยความโกรธ พร้อมทั้งถูกสาปให้เป็นกวางมูส ซึ่งคราวนี้ไม่ผิดพลาดเหมือนที่เคยเกิดขึ้นกับนางบาร่า แต่เมื่อนางบาร่ารู้ว่าลูกของตนกำลังถูกทำร้าย จึงส่งพลังของนางออกมาจากการถูกผนึก และพลังดังกลาวนี้ก็ไปเพิ่มอำนาจให้แก่ลูกชายนางได้ ชาวเมืองจึงเรียกปีศาจตัวนี้ว่า ‘บาโพเมท จูเนียร์’ เนื่องจากเป็นปีศาจตนใหม่ที่เป็นลูกของบาโพเมท

และเมื่อกวางน้อยผู้น่ารักกลักลายร่างไปเป็นปีศาจที่แสนน่ากลัวแล้ว ประชาชนก็เกิดความโกลาหลอลม่านขึ้น ทำให้เทพโลกิจำเป็นต้องจับปีศาจตนนี้อัดลงไปผนึกในที่เดียวกับแม่ของมันเลยในวิหารของพระองค์ เพราะกลัวว่าจะไม่สามารถต่อกรกับปีศาจร้ายตัวนี้ได้

แต่เนื่องจากการผนึกนั้นถูกเปิดและปิดอย่างรวดเร็ว จึงทำให้มีเกิดมีช่องโหว่ขึ้น ทำให้เมื่อเวลาผ่านไปอีก 800 ปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่นางมีพลังอำนาจแกร่งกล้าเป็นอย่างมากที่สุด นางจึงสามารถคลายผนึกที่จองจำตนเองและลูกชายเอาไว้ และพาลูกชายของตนหนีออกมาจากห้องคุมขังได้

เมื่อเป็นอิสระแล้ว นางและลูก พร้อมกับกองทัพปีศาจกองทัพใหญ่ที่นางรวบรวมไว้ ก็ได้เข้าสังหารชาวเมืองอย่างเลือดเย็นด้วยความโกรธแค้นที่เก็บไว้มานาน  อีกทั้งยังบุกไปสู้กับเทพโลกิ จนสุดท้าย เทพโลกิก็ไม่สามารถรับมือกับพลังอำนาจที่นางสะสมเอาไว้ด้วยความโกรธแค้นได้ไหว เทพโลกิจึงพ่ายแพ้ให้กับปีศาจที่ตนเองเป็นผู้สร้างขึ้นด้วยความไม่ตั้งใจในที่สุด

หลังจากที่ปราบเทพโลกิ และเข่นฆ่าชาวเมืองไปอย่างมหาศาลแล้ว บาโพเมทก็ไปลงหลักปักฐานในที่นั้น และยกให้เป็นเมืองของเหล่าปีศาจ เมืองแห่งนี้ปกครองด้วยความชั่วร้ายอยู่นานหลายปี จนในที่สุดก็จางหายไป และกลายไปเป็นเมืองร้างในที่สุด

ส่วนตำนานของบาโพเมทในตำนานเทพปกรณัมของชาวไวกิ้ง ซึ่งถือเป็นชนชั้นโบราณในแถบทวีปยุโรปเหนือ ซึ่งอารยะธรรมของชนเผ่านี้แผ่กระจายไปทั่วทั้งยุโรป เมื่อเข้าสู่ยุดของกรีกโรมัน พวกไวกิ้งก็ถูกเรียกชื่อว่า บาบาเรียน เนื่องจาก ชาวโรมถือว่าตนเองเป็นผู้มีอารยะ ในขณะที่ ชาวไวกิ้งนั้นเป็นคนเถื่อน

ต่อมา มาดูกันที่ประวัติความเป็นมาของดาว 5 แฉกกันบ้างดีกว่า

เล่ากันว่า สัญลักษณ์นี้มีจุดเริ่มต้นที่เก่าแก่ที่สุดมาตั้งแต่สมัยเมโสโปเตเมีย ซึ่งเป็นช่วงเวลาหลายหมื่นปีก่อนยุดอียิปต์โบราณ ชาวเมโสโปเตเมียจะนับถือดวงจันทร์เป็นเทพมาดร ส่วนดวงอาทิตย์เป็นเทพบิดร อีกทั้งยังนับถือศาสนาที่บูชาเทพเจ้าหลายพระองค์ ในที่นี้ มีดาวศุกร์ ซึ่งเป็นดวงดาวดวงหนึ่งที่เป็นสัญลักษณ์แทนความรัก และถือเป็นเทพีแห่งความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมี วีนัส หรือ อโฟรดาย ที่สัญลักษณ์ในทางตรงข้ามด้วย

หากใครมีโอกาสได้รับรู้เรื่องราวจากหนังสือหรือภาพยนตร์เรื่อง รหัสลับดาวินชี ก็น่าจะพอรู้เรื่องราวของเพนทาเคิล มาในระดับหนึ่งแล้ว ซึ่งเรื่องราวนี้กล่าวไปถึงลัทธิแพกินและเหล่าอัศวินแห่งหุบเขาไซออน โดยลัทธิแพกินนับถือบาโพเมทเป็นเทพเจ้าแห่งความอุดมสมบูรณ์ เนื่องจากพวกเขาเติบโตยังชีพมาด้วยนมแพะร่วมกับอาหารอื่นๆ และยังมีความหมายรวมไปถึงความอุดมสมบูรณ์ทางเพศ หรือการถือกำเนิดบุตรด้วย มากไปกว่านั้น พวกเขายังเก่งกาจในทางดาราศาสตร์ โดยสามารถคำนวณวิถีการโคจรของดาวศุกร์ในแต่ละช่วงปี ซึ่งพวกเขากล่าวไว้ว่าดาวศุกร์จะโคจรตัดกันเป็นรูปดาวห้าแฉก ส่วนในพวกแพกินก็ตีความหมายของดาวศุกร์ เหมือนกับกับสองอารยธรรมที่กล่าวมาแล้วข้างต้น อีกทั้งใช้มันร่วมกับบาโพเมท

กล่าวถึงยุโรป ในช่วงที่ศาสนาคริสต์และวาติกันมีอำนาจสูงสุด พวกเขาจะมีการบอกให้ผู้คนเข้ารีต เพื่อนับถือเทพเจ้า แต่ในช่วงแรกหลายลัทธิก็ไม่ตกลง ทำให้วาติกันต้องขู่เข็ญบังคับให้คนเล่านี้หันมานับถือ รวมไปถึงแพกินด้วย แต่ด้วยสาเหตุที่พวกเขามักมีพิธีกรรมอันแสนแปลกประหลาด เกินกว่าที่จะกระทำต่อบาโพเมท เพื่อให้ได้มาซึ่งพลังอำนาจและบรรลุตามวัตถุประสงค์ต่างๆได้ พิธีกรรมของบาโพแมทจึงมีหลายรูปแบบ เริ่มต้นจากการอัญเชิญบาโพแมทมาก่อน จากนั้นก็จะให้บาโพแมทเข้าสิงร่าง และปล่อยให้บาโพแมทควบคุมร่างกายนั้นอย่างสมบูรณ์ โดยผู้ถูกที่ถูกสิงจะอยู่ในภาวะไร้สติ รวมไปถึงการติดต่อกับบาโพแมทเพื่อให้บรรลุหรือได้รับพลังอำนาจตามความต้องการต่างๆของตน โดยสรุปแล้ว พิธีกรรมดังกล่าวจะมีหลากหลายรูปแบบขั้นตอน แต่ส่วนประกอบสำคัญที่ขาดไม่ได้ ก็คือ เลือด และ การบูชายัญด้วยชีวิต

ส่วนเหตุใดที่บาโพเมทจึงกลายมาเป็นตัวแทนของซาตานนั้น มีเหตุผลมาจาก ตำนานของแสกนดิเนเวีย ซึ่งกล่าวไว้ว่า บาโพเมทเป็นปีศาจ และ แพกินเป็นผู้นับถือบาโพเมทซึ่งเป็นเทพแห่งความสมบูรณ์ ส่วนวาติกันก็น่าจะโยงเอาสองเรื่องนี้มาผสานเข้าไว้ด้วยกัน จนทำให้บาโพเมทกลายมาเป็นสัญลักษณ์ของซาตานไปนั่นเอง ส่วนสัญลักษณ์ดาว 5 แฉกของบาโพแมท เริ่มถูกใช้ในแง่เครื่องหมายของซาตานอย่างเป็นทางการโดย Anton Szandor La Vey ในปี 1996 จากนั้น จึงถูกเผยแพร่การใช้ไปยังหลายลัทธิที่บูชาซาตานต่างๆทั่วโลก

Advertisement