Advertisement


เทพีดีมีเตอร์ (Demeter) เทพีแห่งการเกษตร

 

เทพซูสเทพมีเทวีภคินี 3 องค์ องค์ที่หนึ่ง คือ เจ้าแม่ฮีรา ตามที่เคยได้รู้จักกันไปแล้วก่อนหน้านี้ ส่วนอีกองค์หนึ่งซึ่งเรากำลังจะกล่าวถึงต่อไปนี้ก็คือ ดีมิเตอร์ (Demeter) ซึ่งเป็นชื่อเรียกตามภาษากรีก ส่วนภาษาโรมันจะเรียกกันว่า ซีริส (Ceres) เทพีผู้นี้เป็นเทวีครองข้าวโพด  ซึ่งมีความหมายถึง การเกษตรกรรม ด้วยนั่นเอง

เจ้าแม่ดีมิเตอร์ มีธิดาองค์หนึ่งที่มีชื่อว่า  โพรสเสอพิน (Proserpine) หรือ เพอร์เซโฟนี (Persephone) เธอผู้นี้เป็นเทวีผู้คุ้มครองผลิตผลทางการเกษตรทั้งปวง และเพื่อเป็นการอธิบายกฎแห่งธรรมชาติของการผลัดฤดู กวีกรีกโบราณจึงได้นำเอาเรื่องของธรรมชาติมาผูกกับเรื่องของเทพเจ้า โดยจัดให้เทวีองค์นี้ถูกเทพฮาเดสลักพาตัวไป เป็นมเหสีในยมโลก ดังมีเรื่องเล่าต่อไปนี้

เทพฮาเดส เป็นผู้ปกครองเมืองยมโลกอย่างโดดเดี่ยวและไร้คู่คิดข้างกายมาโดยตลอด เนื่องจากไม่มีเทวีองค์ใดพอใจที่จะร่วมเทวบัลลังก์กับเทพฮาเดส  เพราะไม่ต้องการที่จะลงไปอยู่ที่ดินแดนใต้บาดาลร่วมกันกับพระองค์ ซึ่งก็คงทำให้เธอนั้นไม่อาจได้รับแสงแห่งดวงสุริยาได้อีกเลย  หรือเรียกว่าไม่มีวันเห็นเดินเห็นตะวันนั่นเอง สุดท้าย เทพฮาเดสจึงต้องตั้งปณิธานขึ้นมาในใจว่า จะไม่ทอดเสน่หาให้แก่ผู้ใดอีกเป็นอันขาด  หากคิดจะปฏิพัทธ์สวาทหรือหลงรักใคร ก็จะฉุดตัวหญิงคนนั้นพาลงบาดาลไปเลยทันที

วันหนึ่งในขณะที่ เพอร์เซโฟนีและผองเพื่อนกำลังชวนกันเที่ยวเล่นในสวนดอกไม้  และเที่ยวเด็ดดอกไม้ที่มีกลิ่นหอมเพื่อนำเรียงร้อยเป็นพวงมาลัย  บังเอิญว่าเทพฮาเดสได้ขับรถแล่นผ่านมาพอดี  และได้ยินเสียงสรวลเสเฮฮาของบรรดาสาวๆที่ต่างพากันขับร้องเพลงกันอย่างสนุกสนาน และมีเหล่านางอัปสรสวรรค์ที่ลอยมาร่วมด้วย  เทพฮาเดสจึงได้หยุดรถทรง และลงไปแอบดูสาวๆตามสุมทุมพุ่มไม้ ครั้นเมื่อพบกับเทวีสาวที่มีรูปโฉมงดงาม ก็เกิดนึกรักและหวังจะเอาไปยังยมโลก  เมื่อคิดได้เช่นนั้นก็ไม่รอช้า เทพฮาเดสจึงก้าวกระโดดออกจากพุ่มไม้ออกไปกระชากชิงตัวเพอร์เซโฟนีเทวีขึ้นรถไปในทันที

เทพฮาเดสรีบเร่งรถไปโดยเร็ว แต่ก็ไปเจอกับแม่น้ำไซเอนี (Cyane) ที่ขวางหน้าอยู่ เขามองเห็นน้ำในแม่น้ำเกิดการปั่นป่วนและขยายจนล้นตลิ่ง เพื่อสกัดกั้นพวกเขาเอาไว้ เทพฮาเดสจึงรีบชักรถหลบไปทางอื่น  และใช้ง่าม 2 แฉก อาวุธคู่หัตถ์กระแทกแผ่นดินให้แยกออกจากกัน จนเกิดเป็นช่องว่างอันกว้างใหญ่ ก่อนจะขับรถหลบหนีลงบาดาลไป  ในขณะเดียวกันนั้นเอง เพอร์เซโฟนีก็พยายามแก้สายที่รัดองค์เอาไว้ แล้วขว้างทิ้งลงในแม่น้ำไซเอนี พลางตะโกนบอกนางอัปสรที่ประจำอยู่ในแม่น้ำให้เก็บหลักฐานนี้ไปถวายแก่เจ้าแม่ดีมิเตอร์ผู้เป็นมารดา นางจะได้ตามมาช่วยได้ถูกต้องและทันเวลา

เมื่อดีมิเตอร์ผู้เป็นแม่ได้กลับมาจากทุ่งข้าวโพดแล้วไม่พบธิดาของตน  ก็เที่ยวออกไปร้องเรียก แต่ก็ไม่พบเห็นวี่แววใดๆ เว้นเสียแต่ดอกไม้ที่ตกกระจายอยู่เกลื่อนพื้นดิน เจ้าแม่เที่ยวกู่ร้องหาลูกไปทั่วทุกที่จนถึงเวลาเย็นก็ยังไม่พบ  จนเวลาล่วงเลยเข้าสู่ตอนกลางคืน เจ้าแม่ก็ยังไม่หยุดพักการเสาะแสวงหาธิดา  เธอยังคงตามหาธิดาต่อไปอย่างไม่ย่อท้อจนถึงรุ่งอรุณของเช้าวันใหม่ นางดีมิเตอร์เป็นห่วงลูกของตนมากกว่าภาระหน้าที่ใดๆ นางจึงละเลยที่จะที่ปฏิบัติหน้าที่ ทำให้ดอกไม้ทั้งปวงแลดูเหี่ยวเฉาลงเพราะขาดฝน  พืชพันธุ์ธัญญาหารทั้งหลายก็แห้งตายเพราะถูกแดดแผดเผาไปเสียหมด  ในที่สุด เจ้าแม่ก็นั่งลงพักริมทางใกล้นครอีลูสิสด้วยความรู้สึกสิ้นหวัง ความทุกข์ระทมที่ลูกหายไปเปี่ยมล้นเต็มจิตใจเกินกว่าที่จะหักห้ามใจได้ เจ้าแม่จึงซบพระพักตร์ลงและร้องไห้แต่เพียงผู้เดียว

นอกเสียจากช่วงเวลาที่นางดีมิเตอร์ตามหาลูกสาวของตนแล้ว ก็ยังมีเรื่องเล่าเกี่ยวกับเจ้าแม่ดีมิเตอร์อีกหนึ่งเรื่อง ดังต่อไปนี้

เจ้าแม่ดีมิเตอร์ได้แปลงกายเป็นยายแก่เพื่อปิดบังไม่ให้ใครรู้จัก ซึ่งในขณะที่เจ้าแม่กำลังนั่งพักอยู่นั้น  ก็มีเหล่าธิดาของเจ้านครอีลูสิสตามมาหายายแก่ผู้นี้ เพราะรู้มาว่ายายแก่มานั่งคร่ำครวญตามหาลูก เหล่าธิดารู้สึกสงสาร และอยากที่จะทำให้ยายแก่คลายความโศกเศร้าไปบ้าง  เหล่าธิดาจึงได้ออกปากชวนให้ยายแก่เข้าไปในวัง เพื่อให้ไปช่วยดูแลกุมาร ทริปโทลีมัส (Triptolemus) ผู้น้อง ซึ่งในขณะนี้ยังเป็นทารกน้อยอยู่

เจ้าแม่ดีมิเตอร์ยินยอมที่จะดูแลทรากน้อยผู้นี้ให้  ซึ่งพอเจ้าแม่ได้ลูบคลำโอบอุ้มทารกก็เกิดเหตุการณ์อันแสนวิเศษที่ทำให้ทารกดูเปล่งปลั่งมีน้ำมีนวลมากขึ้น ยังความสงสัยแก่เจ้านครและบริวารเป็นอย่างยิ่ง  พอตกดึก ในขณะที่เจ้าแม่กำลังเลี้ยงดูทารกอยู่ตามลำพัง  เจ้าแม่ก็คิดอยากจะให้ทารกได้มีโอกาสเห็นทิพยภาพเป็นอมรรตัยบุคคลของตน  จึงได้นำเอาน้ำต้อยเกสรดอกไม้ออกมาชโลมกายทารก และท่องมนต์สังวัธยายมนต์ ก่อนจะวางทารกลงบนกองไฟอันแสนเร่าร้อน  เพื่อให้ความร้อนของไฟเผาลามเลียผลาญธาตุมฤตยูที่อยู่ในกายของทารกจนหมดสิ้น

ส่วนฝ่ายนางพญาผู้เป็นเจ้านคร ก็ยังไม่เชื่อใจยายแก่มากนัก จึงแอบย่องไปคอยสอดส่องตอนกลางคืน และได้เห็นตอนที่เจ้าแม่ดีมิเตอร์กำลังทำพิธีชุบทารกอยู่พอดี  นางพญาเกิดอาการตกใจยิ่งนักที่เห็นทารกของตนถูกเผา จึงส่งเสียงหวีดร้องออกมา  พร้อมกับพยายามฉุดเอาบุตรของตนออกจากกองไฟ  แต่เมื่อเห็นว่าบุตรของตนไม่มีแม้แต่อันตรายอันเล็กน้อย  จึงรีบหันมาเล่นงานถามความจากยายแก่ว่ายายนั้นทำอะไรลงไป แต่แทนที่นางพญาจะเห็นยายแก่ กลับพบเพียงแต่เทวีดีมิเตอร์ที่มีรัศมีเรืองรองอยู่ตรงหน้า  เจ้าแม่เพียงแค่ตรัสพ้อต่อนางพญาอย่างสุภาพ ที่นางพญานั้นได้เข้ามาทำลายพิธีการชุบทารกให้เสียไป และทำให้มนต์เสื่อมลงจนไม่สามารถชุบทารกได้อีกต่อไป  จากนั้น เจ้าแม่ดีมิเตอร์ก็เดินทางจากเมืองอีลูสิสไป เพื่อความหวังที่จะตามหาธิดาของตนให้พบต่อไป

วันหนึ่ง เจ้าแม่ดีมิเตอร์ได้พเนจรไปในแถบฝั่งแม่น้ำ และได้บังเอิญพบวัตถุแวววาวชิ้นหนึ่งลอยมาติดอยู่ที่บาท  เจ้าแม่จำได้ทันทีว่า ของสิ่งนี้เป็นสายรัดองค์ของธิดา  ซึ่งก็คือสายรัดองค์เส้นเดียวกันกับที่เพอร์เซโฟนีฝากนางอัปสรแห่งแม่น้ำไซเอนีแห่งนี้ไว้   เมื่อเจ้าแม่ได้พบของสิ่งนี้ก็เต็มเปี่ยมไปด้วยความดีใจ เพราะคิดว่าตนกำลังเข้าใกล้ธิดาของตนเองแล้ว  จึงได้รีบดำเนินต่อไปจนไปถึงที่น้ำพุแก้วแห่งหนึ่ง  เจ้าแม่ดีมิเตอร์รู้สึกเมื่อยล้าเป็นอย่างมากจึงนั่งลงทอดองค์ตามสบาย ณ ที่แห่งนี้ ระหง่างที่กำลังรู้สึกเคลิ้มใกล้จะหลับ ก็ได้ยินเสียงน้ำพุฟ่องเฟื่องยิ่งขึ้นราวกับเสียงคำพูดพึมพำ  สุดท้ายเจ้าแม่ก็จับใจความได้ว่า  น้ำพุได้เล่าประวัติของตนเองให้เจ้าแม่ดีมิเตอร์ฟังเพื่อต้องการจะแจ้งข่าวของธิดาของเจ้าแม่ให้ฟังว่า

เดิมทีแล้ว ตนเป็นนางอัปสรที่มีขื่อว่า แอรีธูซา (Arethusa) และเป็นบริวารของเทวีอาร์เตมิส (Artemis) วันหนึ่ง ขณะที่นางกำลังลงอาบน้ำในแม่น้ำแอลฟีอัส (Alpheus) ก็มีเทพประจำน่านน้ำมาแอบหลงรัก แต่นางไม่เล่นด้วยและรีบหนีไป  แต่เทพองค์นั้นก็รีบตามติดไปอย่างไม่ลดละ  จนนางได้หนีไปจนข้ามเขาไปตลอดแว่นแคว้น  แถมผ่านแดนบาดาลไปตลอดอาณาเขตของฮาเดส  จนได้พบเห็นกับเพอร์เซโฟนีที่ได้ประทับบัลลังก์เป็นราชินีแห่งยมโลกอยู่เคียงข้างเทพฮาเดส แต่พอครั้นจะกลับขึ้นมาดังเดิม ก็เกิดอ่อนแรงกำลังและหนีไม่พ้นเทพแอลฟีอัส  นางจึงเสี่ยงบุญตั้งจิตอธิษฐานเพื่อยึดเอาเจ้าแม่ของนางเป็นที่พึ่ง ทำให้เทวีเดียนาได้บันดาลให้นางได้กลายร่างเป็นน้ำพุอยู่ ณ ที่แห่งนั่นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา

หลังจากที่เจ้าแม่ดีมิเตอร์ได้รับรู้ถึงที่อยู่ของธิดาของตนแล้ว จึงรีบไปขอให้เทพปริณายกช่วยเหลือ  ซูสจึงได้อนุโลมตามคำวอนของเจ้าแม่  แต่มีเงื่อนไขว่า หากเพอร์เซโฟนีไม่ได้เสพเสวยระหว่างที่อยู่ใต้บาดาล จะยอมให้ฮาเดสส่งตัวเพอร์เซโฟนีกลับมาอยู่กับมารดาดังเดิม  จากนั้น ก็มีเทวบัญชาให้เฮอร์มีสช่วยสื่อสารไปยังฮาเดสที่ดินแดนยมโลก  ทำให้เจ้าฮาเดสแห่งแดนบาดาลจำเป็นต้องยอมส่งตัวเพอร์เซโฟนีคืนสู่เจ้าแม่ดีมิเตอร์  แต่อย่างไรก็ตาม ในขณะนั้นเอง ภูตครองความมืดที่มีชื่อว่า แอสกัลลาฟัส (Ascalaphus) ก็ได้ร้องเอ่ยขึ้นมาว่า ราชินีแห่งยมโลกผู้นี้ได้เสวยเมล็ดทับทิมไปแล้ว 6 เมล็ด มิใช่ไม่เคยเสวยอาหารอะไรเลย ด้วยเหตุนี้เอง จึงเป็นที่ตกลงกันว่า ในหนึ่งปี เพอร์เซโฟนีเทวีจะต้องอยู่กับเทพฮาเดสในยมโลกเป็นระยะเวลา 6 เดือน ซึ่งเท่ากับเมล็ดทับทิมที่เสวยเข้าไปในแต่ละเดือน จากนั้น อีก 6 เดือน นางจะได้กลับขึ้นมาอยู่กับมารดาบนพื้นโลก และจะสลับกันไปเช่นนี้ทุกๆปี

ทำให้เพอร์เซโฟนีเทวีได้อยู่กับมารดาบนโลกในช่วงเวลาระยะกาลของวสันตฤดู  อันเป็นช่วงเวลาที่พืชพันธุ์ธัญญาหารผลิดอกออกผล  แต่เมื่อเพอร์เซโฟนีเทวีกลับลงไปอยู่ใต้บาดาล ก็จะตรงดับระยะกาลของเหมันตฤดู  ทำให้พืชผลทั้งปวงเหี่ยวเฉา  ตามความเชื่อของชาวกรีกและโรมันโบราณนั่นเอง

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องที่เล่าต่อกันมาสืบเนื่องไปอีก ก็คือ หลังจากที่เจ้าแม่ดีมิเตอร์ได้เจอธิดาของตนเองแล้ว นางก็เดินทางกลับไปยังเมืองอีลูสิสอีกครั้ง เพราะว่าเจ้าผู้ครองนครแห่งนี้และนางพญาได้สร้างวิหารเพื่อไว้ถวายแก่เจ้าแม่แล้ว ซึ่งวิหารแห่งนี้เป็นอนุสรณ์ให้มนุษย์รู้จักกับการทำการเกษตร ทำไร่ ไถนา อีกทั้งเจ้าแม่ยังได้สั่งสอนทริปโทลีมัส ซึ่งในขณะนั้นได้เติบใหญ่เป็นหนุ่มแล้ว  ทำให้เขาเรียนรู้กับการไถนา การใช้จอบและเคียว และถ่ายทอดให้แก่ชาวนาสืบต่อมารุ่นต่อรุ่นยาวนานจนถึงปัจจุบัน

Advertisement