Advertisement


ออร์ฟีอัส (Orpheus) นักดีดพิณระดับเทพในตำนานกรีก

 

ในสมัยโบราณกาลก่อน  ชาวกรีกถือเอาว่าการเล่นดนตรีเป็นของสูง  และให้ความนับถือนักดนตรีเป็นอย่างมาก ทำให้ไม่น่าแปลกใจเท่าไรเลยว่า ทำไมชาวกรีกจึงต้องอุปโลกน์ให้เทพเจ้าหลายองค์เป็นนักดนตรีที่มีฝีมือ  หรืออย่างน้อยก็ต้องเป็นเทพผู้ประดิษฐ์คิดค้นเครื่องดนตรีบางชนิดขึ้นมา  อย่างเช่นเทพีเอเธน่าหรือมิเนอร์วาซึ่งเป็นผู้ครองเกษตรกรรมและมีฝีมือในเรื่องการเย็บปักถักร้อย อีกทั้งเธอยังเป็นผู้ประดิษฐ์ขลุ่ยขึ้นมา  แม้ว่าเธอเองจะไม่ได้ทรงขลุ่ยเองด้วยซ้ำ ส่วน แพนเทพขาแพะก็ถือเป็นผู้ประดิษฐ์ปี่อ้อ ที่หากผู้ใดได้ลองเป่าจะทำให้เกิดเสียงอันเสนาะเพราะพริ้งราวกับเสียงนกไนติงเกลในวสันตฤดู  ในขณะที่ เทพเฮอร์มิสเทพผู้ครองการพาณิชกรรมและการสื่อสาร ก็ถูกยกให้เป็นผู้ประดิษฐ์พิณถึอ ที่เรียกว่า ไลร์ (Lyre) และมอบให้แด่เทพอพอลโลเพื่อใช้ในการบรรเลงเพลงขับกล่อมเหล่าเทพบนเขาโอลิมปัสอยู่เสมอ  ส่วนคณะศิลปวิทยาเทวีที่ถึงแม้จะไม่มีเครื่องดนตรีทำเพลง  แต่นางเหล่านั้นก็มีเสียงขับร้องอันแสนไพเราะหาใครมาเสมอเหมือนได้   และสุดท้ายคือ เทพอพอลโลที่นอกจากจะครองเกษตรกรรมและประณีตศิลปแล้ว  ยังเป็นผู้ครองการดนตรีที่ไพเราะเพราะพริ้งโดยตรงอีกด้วย

นอกจากเทพเจ้าที่มีฝีมือในการดนตรีแล้ว  ก็ยังปรากฎมีนักดนตรีที่เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาอีกหลายคน ซึ่งตำนานกล่าวว่า มนุษย์เหล่านี้ก็มีฝีมือที่ดีเยี่ยมเกือบจะเทียบเท่าเหล่าเทพเช่นกัน  ซึ่งมนุษย์ผู้ที่มีฝีมือด้านการดนตรีที่โดดเด่นที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น ออร์ฟิอัส (Orpheus) อย่างแน่นอน

ตำนานกล่าวไว้ว่า ฝีมือการดีดพิณของออร์ฟิอัสนั้นไพเราะเพราะพริ้งเป็นที่สุด  คราใดที่เสียงพิณอันไพเราะเสนาะหูของออร์ฟิอัสล่องลอยไปกลางดง  ก็มีพลังเพียงพอที่จะทำให้กระแสน้ำอันเชี่ยวกรากหยุดไหล หรือแม้แต่สัตว์ป่าอย่างเสือสิงห์ที่แสนดุร้าย ก็กลับเชื่องและซบเซาลงไปได้ถนัดตา ส่วนนางอัปสรทั้งหลายก็ต่างเคลิบเคลิ้มหลงไหลเมื่อได้ยินเสียงบทเพลงจากออร์ฟิอัส และหวังจะให้ออร์ฟิอัสมาเชยชมสมสมัยไปตามๆ กัน

ตำนานกล่าวไว้ว่า ออร์ฟิอัสได้แสดงฝีมือในการบรรเลงบทเพลงอันแสนไพเราะไว้มากมาย  ยกตัวอย่างเช่นเมื่อครั้งที่ออร์ฟิอัสไปสมทบกับเรือของเยสันเพื่อไปขนเอาขนแกะทองคำกลับมา ด้วยความที่ทุกคนต่างรู้สึกเหน็ดเหนื่อยกับการพายเรืออย่างเต็มที่จนแทบจะพายต่อไปไม่ไหวแล้ว ออร์ฟิอัสจึงได้ดีดพิณเพื่อขับกล่อมให้ฝีพายทั้งหลายรู้สึกหลงลืมในความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าไปหมดสิ้น  หรือเมื่อครั้งที่พวกผู้กล้าในเรือเกิดบางหมางใจจนทะเลาะกันอย่างรุนแรง ออร์ฟิอัสก็ได้ใช้เสียงพิณในการขับกล่อมให้พวกเขาคลายโทสะลง ผู้กล้าในเรือจึงบรรเทาความโกรธลงไปจนหมดสิ้น และไม่ทำให้เกิดเหตุร้ายขึ้น หรือเมื่อใดที่เรือล่องผ่านน่านน้ำแห่งหนึ่งในบริเวณที่ใกล้กับแหลมปิโลรัสในเกาะซิสิลี  ซึ่งเป็นบริเวณน่านน้ำที่ชาวกรีกโบราณเล่าขานถึงความน่ากลัวสืบต่อกันมา เนื่องจากในน่านน้ำแห่งนี้ถือเป็นที่อยู่ของนางอัปสรไซเรน (Siren) ผู้มีน้ำเสียงที่ไพเราะจับใจ ซึ่งเสียงของนางจะหลอกล่อให้เรือทุกลำที่แล่นผ่านลอยหลงคว้างกลางมหาสมุทร และทำให้ลูกเรือทั้งหมดต้องอดอาหารจนตาย  ซึ่งเมื่อเรือของออร์ฟิอัสแล่นผ่านมาที่บริเวณดังกล่าว แล้วนั้นได้ยินกับเสียงเพลงของนางไซเรนเข้า ออร์ฟิอัสก็ได้ดีดพิณขึ้นเพื่อกลบเสียงขับร้องของนางไซเรน  ออร์ฟิอัสพยายามจูงใจให้คนในเรือหันมาฟังเสียงพิณของตนแทน  ซึ่งเป็นผลให้เรือของผู้เขาสามารถล่องผ่านร่องน้ำแห่งนี้ได้สำเร็จ และคนในเรือของเยสันทั้งหมดจึงสามารถรอดจากความตายมาได้นั่นเอง

ออร์ฟิอัส เป็นบุตรของนางคัลลิโอพี และเป็นเทวีประจำบทกวีในคณะเทวีศิลปวิทยา ซึ่งบางตำนานก็กล่าวกันว่า ออร์ฟิอัสมีบิดาเป็นเทพอพอลโล แต่บ้างก็ว่าเป็นเทพเฮอร์มิส ซึ่งบิดาของเขาได้ประทานพิณคู่กายให้แก่ออร์ฟิอัสมาตั้งแต่เธอยังเป็นเด็กน้อย และเมื่อออร์ฟิอัสเจริญวัยเติบโตขึ้น ออร์ฟิอัสก็ไม่เคยใส่ใจต่ออะไรทั้งสิ้นนอกเสียจากการดีดพิณแต่เพียงอย่างเดียว อย่างไรก็ตาม เสียงพิณของออร์ฟิอัสก็ทำให้นางอัปสรทั้งหลายต่างพากันมั่นหมายอยากจะได้ออร์ฟิอัสมาเป็นคู่ชิดเชยชม แต่ก็ยังไม่มีนางอัปสรผู้ไหนที่จะสามารถเอาชนะใจของออร์ฟิอัสได้เลย ยกเว้นนางอัปสร ยุริดดิซี่ (Eurydice)

แต่ความรักระหว่างเขาทั้งสองกลับไม่ใช่ความสุข แต่กลับเป็นความทุกข์เนื่องจากชะตาฟ้าเล่นตลก เมื่อออร์ฟิอัสกับนางยุริดดีซีได้วิวาห์กันนั้น คบเพลิงของไฮเมน (Hymen) ผู้เป็นเทพครองการวิวาห์เกิดเป็นควันโขมง แทนที่จะเป็นเปลวไฟอันส่องสว่าง ซึ่งเหตุการณ์นี้ถือเป็นลางบอกเหตุร้ายในการครองคู่ของทั้งสอง ทำให้ต่อมาไม่นาน นางยุริดดิซึก็ถูกงูพิษกัดจนเสียชีวิต ทำให้ดวงวิญญาณของเธอล่องลอยออกจากเรือนร่างไปสู่ยมโลก การจากไปครั้งนี้ทำให้ออร์ฟิอัสรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ชีวิตของเขากับต้องพังทลายลงอย่างรวดเร็ว ออร์ฟิอัสจึงได้บนบานศาลกล่าวเพื่อขอให้ซูสเทพปริณายกโปรดชุบให้นางยุริดดิซีคืนชีวิตกลับมา เทพซูสเห็นแก่ออร์ฟิอัส แต่ท่านก็ไม่อาจจะทำตามสนองของออร์ฟิอัสได้ จึงได้แนะนำให้ออร์ฟิอัสลงไปตามหานางที่ยมโลกเอาเอง เพื่อที่ออร์ฟิอัสจะได้ทูลขอนางผู้เป็นที่รักคืนจากเทพฮาเดส

ด้วยเหตุนี้เอง ออร์ฟิอัสจึงหาทางลงสู่บาดาล เมื่อเขาลงไปถึงเขตของเซอร์บิรัสที่มีสุนัขสามหัวเฝ้าประตูเข้าตรุชั้นในอยู่ ซึ่งเซอร์บิรัสจะไม่ยอมให้คนหรือวิญญาณผ่านเข้าออกจากประตูเป็นอันขาด เมื่อเห็นออร์ฟิอัสตรงมา มันจึงเห่าคำรามและแยกเขี้ยวต่อผู้คุกคามอย่างดุร้าย แต่ออร์ฟิอัสก็ไม่ท้อถอย เขาเริ่มบรรเลงบทเพลงด้วยการดีดพิณคู่มือ ซึ่งเมื่อเซอร์บิรัสได้ฟังเสียงเพลงขับกล่อมเข้าไป ก็ทำให้มันเซื่องเซาลงเพราะอำนาจของบทเพลงอันแสนไพเราะ และในที่สุดมันก็ยอมปล่อยให้ออร์ฟิอัสเข้าประตูไปด้วยความปลอดภัย

เสียงเพลงที่ออร์ฟิอัสยังคงมีอำนาจ เพราะเมื่อก้องกังวาลไปทั่วแดนบาดาลลึกล้ำเข้าสู่ตรุทาร์ทะรัส ก็เปรียบประดุจมนต์สะกดที่ทำให้บรรดานักโทษที่กำลังรับโทษทัณฑ์ด้วยความทรมานอยู่ในยมโลก หลงลืมความทรมานที่มีไปได้ในชั่วขณะหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่เพียงเท่านั้น เพราะอำนาจความขลังของบทเพลงจากออร์ฟิอัส ก็ยังแสดงเหตุการณ์อันแสนแปลกประหลาดอีกมากมาย และเมื่อออร์ฟิอัสสามารถล่วงเข้าไปถึงในเขตตรุทาร์ทะรัส เขาก็ได้ดั้นด้นเดินทางต่อไปจนไปถึงที่ประตูหน้าที่ประทับของฮาเดสกับเทวีเพอร์เซโฟนีผู้เป็นมเหสี ซึ่งรายล้อมไปด้วยเทวีทัณฑกรที่ไร้ความปรานี ถือเป็นภาพที่ไม่มีมนุษย์ที่ยังมีชีวิตอยู่คนไหนมีโอกาสได้ประจักษ์แก่สายตาเลย  เพราะคงไม่มีผู้มีชีวิตคนใดที่สามารถล่วงล้ำไปไกลถึงที่นั่นดั่งที่ออร์ฟิอัสทำได้ในครั้งนี้

เมื่อออร์ฟิอัสพบกับเทพฮาเดส เขาก็ทูลความมุ่งหมายของตนต่อเทพฮาเดสให้ไท้เธอได้ทราบถึงวัตุประสงค์ในการล่วงล้ำเข้าไปถึงตรุทาร์ทะรัสในครั้งนี้ จากนั้นก็บรรเลงบทเพลงดีดพิณคร่ำครวญโหยหวนอย่างสุดฝีมือเพื่อรำพึงรำพันถึงความทุกข์ของตน ซึ่งการขับกล่อมบทเพลงของออร์ฟิอัสครั้งนี้ ก็สามารถบันดาลให้เทพฮาเดสรู้สึกตื้นตันใจเป็นอย่างมาก จนถึงกับกลั้นอัสสุชลไว้ไม่ไหว เทพฮาเดสจึงอนุญาตให้ออร์ฟิอัสสามารถพานางยุริดดิซีกลับขึ้นไปยังโลกมนุษย์โลกได้อีกครั้ง แต่มีเงื่อนไขข้อห้ามที่ออร์ฟิอัสจะต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด นั่นก็คือ ห้ามออร์ฟิอัสเหลียวหลังมองดูนางในระหว่างการเดินทางจากยมโลกขึ้นสู่โลกมนุษย์เป็นอันขาด

ออร์ฟิอัสรีบยอมรับเงื่อนไขด้วยความดีใจ และออกเดินนำหน้านางยุริดดิซีออกจากตรุทาร์ทะรัสไป เขาได้เดินทางลัดเลาะกลับไปตามทางเก่า โดยพยายามข่มใจไม่ให้หันหน้ามองซ้ายและขวาแม้แต่น้อย แต่ใจก็ยังพะวงถึงนางผู้เดินตามหลังมาตลอดทาง แม้ว่าออร์ฟิอัสจะรู้อยู่แก่ใจดีว่านางนั้นยังคงเดินตามมาอยู่ใกล้ ๆ แต่ก็ยังไม่วายเป็นห่วง พอออร์ฟิอัสเดินออกไปจนถึงที่สว่างแล้ว และกำลังจะก้าวเท้าออกจากคูหาที่จะลงสู่บาดาล ออร์ฟิอัสไม่ทันเฉลียวใจว่านางยุริดดิซียังคงอยู่ข้างใน เขาจึงหันหลังขวับเพื่อไปดูเพื่อตรวจดูให้รู้ว่าที่รักของเขาตามเขามาทันหรือไม่ แต่ออร์ฟิอัสหันมาดูเร็วเกิน ไป เพราะนางยุริดดิซียังไม่ทันจะเดินออกพ้นปากคูหา ทำให้เขาได้แต่เห็นภาพหล่อนแบบมัวๆอยู่ในที่มืด ออร์ฟิอัสยื่นมือออกไปเพื่อจะรับหล่อนออกมา แต่ก็ต้องเสียใจเพราะนางยุริดดิซีนั้นกลับหายวับไปแก่สายตาอย่างฉับพลัน ซึ่งออร์ฟิอัสได้ยินแต่เพียงเสียงแว่วๆเพียงว่า “ขอลาลับ” กลับมาเท่านั้น

ออร์ฟิอัสเสียใจในความผิดพลาดของตนเองจนแทบคลั่ง และถลันตัวตามนางกลับลงไปอย่างรวดเร็ว แต่ไม่ทันเสียแล้ว เพราะเขาไม่อาจล่วงล้ำดินแดนบาดาลลงไปได้อีกเป็นครั้งที่สอง ออร์ฟิอัสจึงจำเป็นต้องเดินทางกลับขึ้นมาด้วยความสิ้นหวังและหมดอาลัยตายอยากในชีวิต ออร์ฟิอัสหมดสิ้นแม้กระทั่งความเอาใจใส่ในการบรรเลงพิณ และ เที่ยวพเนจรไปอย่างไร้จุดหมายจนเดินทางมาถึงแดนของชนชาติป่าเถื่อนที่ดุร้ายในแคว้นเธรส และออร์ฟิอัสก็ถูกหญิงชาวป่าที่นับถือเทพไดโอนิซัสกลุ้มรุมฆ่าตาย แต่ก่อนจะตายออร์ฟิอัสก็ยังคงรำพันถึงแต่  “ยุริดดิซี” แบบไม่ขาดปากจนวิญญาณหลุดลอยออกจากร่างไป บรรดาสายน้ำ ลำธาร รุกขชาติ และน้ำพุก็ต่างพากันจดจำคำรำพันของออร์ฟิอัสเพื่อมาทวนพร่ำพรรณาอยู่ตลอดเวลาตั้งแต่นั้นมา

ในที่สุด วิญญาณของออร์ฟิอัสล่องลอยไปเจอกับนางยุริดดิซีผู้เป็นที่รัก ส่วนศิลปเทวีก็ได้นำเอาซากศพออร์ฟิอัสไปฝังไว้ที่ตีนเขาโอลิมปัส ณ ตำบลที่นกไนติงเกลร้องเพลงได้ไพเราะเสนาะหูกว่าที่ไหนๆ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันนั้นนี้  อีกทั้ง ทวยเทพทั้งหลายก็ได้ประสิทธิ์ประสาทให้พิณถือของออร์ฟิอัสกลายเป็นดวงดาวกลุ่มหนึ่งที่มีชื่อว่า “ไลรา (Lyra)” เพื่อให้ผู้คนได้ระลึกถึงฝีมือการบรรเลงพิณ รวมถึงเรื่องราวอันแสนโศกเศร้าของออร์ฟิอัสยาวนานตั้งแต่วันนั้นจนถึงทุกวันนี้

Advertisement