Advertisement


สฟิงซ์ (Sphinx)

 

สฟิงซ์ (Sphinx) เป็นสัตว์ลูกผสมของสัตว์หลายๆชนิดที่รวมร่างอยู่ในตัวเดียวกัน สฟิงซ์แยกออกเป็นหลายเผ่าพันธุ์ต่างกันไปตามความเชื่อของแต่ละบุคคล ทำให้เป็นการเพิ่มเติมสีสันและทำให้สฟิงซ์ดูน่ากลัวมากยิ่งขึ้น

 

สฟิงซ์ของกรีก

ตามความเชื่อกรีก สฟิงซ์เป็นหนึ่งในบรรดาลูกของอีคิดนาและไทฟอน ซึ่งสฟิงซ์มีลักษณะใบหน้าและอวัยวะส่วนบนเป็นหญิงสาว ส่วนท่อนล่างมีลักษณะเป็นสิงโตที่มีปีกคล้ายนกอินทรี ส่วนลักษณะนิสัยของสฟิงซ์นั้นไม่ค่อยดีเท่าไร เพราะมันมักจะชอบทรยศผู้อื่น ก้าวร้าว กระหายเลือด และกินคนเป็นอาหาร

นอกจากนี้ สฟิงซ์ยังมีอีกลักษณะเด่นอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ ลักษณะนิสัยคล้ายแมว หรือ คล้ายผู้หญิงด้วย กล่าวคือ มันจะหลอกล่อเหยื่อโดยการเข้าไปพูดคุยหยอกล้อเสียก่อน เมื่อเหยื่อเผลอจึงจะกินเหยื่อเข้าไป อย่างไรก็ตาม หากเหยื่อสามารถหนีรอดไปได้ สฟิงซ์จะทำโทษตัวเองโดยการทิ้งดิ่งกระแทกตัวลงพื้นหรือพุ่งชนอะไรสักอย่าง จนสิ้นใจตายไปในที่สุด

นอกจากนี้ ปกติแล้วสฟิงซ์จะไม่เข้าทำร้ายเหยื่อในทันทีทันใด แต่จะเปิดโอกาสให้เหยื่อได้แสดงสติปัญญาด้วยการตอบคำถามเสียก่อน หรือที่มักเรียกกันว่า ‘ปัญหาของตัวสฟิงซ์ (The Riddle of the Sphinx)’ ซึ่งหากเหยื่อตอบถูก เหยื่อก็จะได้รับอิสระ

ครั้งหนึ่งมี เอดิปุส (Oedipus) แห่งโครินท์ ได้ผ่านมาที่เมืองธีบีสพอดี สฟิงซ์จึงกระโดดออกมาขวางหน้า ก่อนส่งเสียงคำรามเพื่อข่มขู่เหยื่อให้เกรงกลัวขวัญหนีดีฝ่อ จากนั้นจึงถามปัญหาแก่เอดิปุสว่า “อะไรเอ่ยเดินสี่ตีนในยามเช้า แต่เดินสองตีนในยามสาย และเดินสามตีนในยามเย็น….? ” เอดิปุสตอบคำถามได้อย่างทันทีอย่างไม่ลังเลว่า คือ มนุษย์นั่นเอง เพราะมนุษย์ย่อมเริ่มต้นจากการคลานด้วยมือและเข่าเมื่อครั้งยังเป็นเด็ก จากนั้นก็พัฒนามาเป็นการยืนด้วยขาเมื่อเขาโตเต็มที่ และสุดท้ายก็ต้องใช้ไม้เท้าพยุงตัวเองเป็นขาที่สามเมื่อถึงช่วงเวลาสายัณห์ของชีวิต” เมือสฟิงซ์ได้ฟังคำตอบ ก็กรีดร้องด้วยความเจ็บใจ เพราะไม่คิดว่าจะมีมนุษย์ผู้ไหนเลยตอบคำถามนี้ได้ถูก นางจึงบินโผขึ้นบนท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว และทิ้งตัวดิ่งลงทะเลเพื่อฆ่าตัวตาย

หากพูดถึงสฟิงซ์ของกรีก มีเรื่องราวอันแสนโด่งดังเรื่องหนึ่ง คือ “เจ้าแม่เฮรา (Hera)” ซึ่งเจ้าแม่ได้ลงโทษชาวเมืองธีบีส (Thebes) เนื่องจากความเมาไร้สติสัมปะชัญญะของพวกเขา ซึ่งเกิดขึ้นหลังจากที่ไดโอนิซุส ผู้เป็นเทพแห่งสุราเมรัยได้เข้ามาสอนวิธีการทำไวน์ให้แก่ประชากรในเมืองนี้

 

สฟิงซ์ของอียิปต์

มหาสฟิงซ์ และ พีระมิดคาเฟรในหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า

พันธุ์ของสฟิงซ์ในอียิปต์ เราจะเรียกกันว่า ‘แอนโดรสฟิงซ์ (Andro-Sphinx)’ ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่างมนุษย์กับสิงโต โดยส่วนหัวจะเหมือนมนุษย์ และมีสัญลักษณ์ของฟาโรห์อียิปต์ ได้แก่ เคราที่คาง งูจงอางแผ่แม่เบี้ยตรงหน้าผาก และมีเครื่องประดับรัดเกล้าแบบกษัตริย์โดยรอบ แสดงเอาไว้อย่างชัดเจน

สฟิงซ์ เป็นรูปเหมือนขนาดใหญ่ที่ใหญ่กว่าขนาดจริงของฮาร์มาชิส เทพแห่งรุ่งอรุณ ถึงสองเท่า และช่วงที่แปลงร่างเป็นสิงโตจะมีศีรษะเป็นฟาโรห์อียิปต์ หรือที่เรียกกันว่า “sphingein (การบีบรัด)” นั่นเอง

อียิปต์มีรูปสลักสฟิงซ์ที่มีชื่อเสียงมากที่สุด ก็คือ มหาสฟิงซ์ (The Great Sphinx of Giza) ซึ่งตั้งอยู่ที่บริเวณใกล้กับพีระมิดคาเฟร หนึ่งในหมู่พีระมิดแห่งกิซ่า (Giza Pyramid Complex) ที่แสนโงดังนั่นเอง

 

สฟิงซ์ของตะวันออกกลาง

ทางตะวันออกกลาง เชื่อว่า สฟิงซ์เป็นสัตว์แสนฉลาด เนื่องจากมันจะไม่ยอมเปิดเผยสิ่งที่รู้ให้แก่ผู้ใด และพอใจที่จะนอนกลางแดดอย่างมีความสุข ให้ผู้คนมาเคารพบูชาเทิดทูนมัน

นอกจากนี้ ยังมีสฟิงซ์แบบอื่นๆอีกมากมาย ซึ่งสฟิงซ์พวกนี้แตกออกมาจากสฟิงซ์ของอียิปต์  เช่น ครีโอสฟิงซ์ (Crio-Spninx) ที่มีหัวเป็นแกะหรือเหยี่ยว  ส่วนในประเทศเปอร์เซีย (Persia) , แอสซีเรีย (Assyria) , และฟีเนียเซีย (Phoenicia) นั้นปรากฏว่ามีสฟิงซ์ทั้งสองเพศ โดยหากเป็นตัวผู้จะมีหนวดและมีผมหยักศก แต่หากเป็นโรมโบราณสฟิงซ์จะเป็นเพศหญิง โดยสฟิงซ์ตัวนี้จะสวมงูแอสพ์ (Asp) คาดไว้บนหน้าผากด้วย ซึ่งคาดว่าอาจจะเป็นแบบที่ส่งมาจากอียิปต์ก็เป็นได้

Advertisement