Advertisement


มังกรจีน

 

มังกรจีนถือเป็นสัญลักษณ์ของจักรพรรดิและวัฒนธรรมของประเทศจีนที่มีความโดดเด่นเป็นอย่างยิ่ง มังกรจีนมีลักษณะที่ผสมผสานมาจากสัตว์หลาย ๆ ชนิด ตั้งแต่มีลำตัวยาวเหมือนงู มีเขี้ยวคู่ใหญ่ที่ขากรรไกรด้านบน มีหนวดยาวเหมือนไม้เลื้อย มีแผงคอคล้ายสิงโตอยู่บน และมีคอ คาง และข้อศอก ที่มีเกล็ดสีเขียวเข้มปกคลุมทั่วทั้งลำตัวหากนับรวมกันได้มากถึง 117 เกล็ด ในจำนวนนี้ เกล็ดมังกรจำนวน 81 แผ่น ถือว่ามีคุณสมบัติเป็นหยาง อันหมายถึงเกล็ดแห่งความดี ส่วานเกล็ดมังกรอีก 36 แผ่นที่เหลือ จะมีคุณสมบัติเป็นหยิน อันหลายถึงเกล็ดแห่งความชั่ว ส่วน เขาของมังกร จะมีลักษณะทอดยาวไปตามหลังจนถึงหาง และมีหนามทั้งยาวและสั้นสลับกันไป มังกรมีขา 4 ขาและแต่ละขาก็มีกรงเล็บที่แข็งแรงไว้สำหรับป้องกันตัวด้วย

ความเชื่อเรื่อง เกล็ดของมังกรจีนจะแปรผันไปตามแต่ละประเภทของมังกร โดยมีตั้งแต่สีเขียวเข้มไปจนถึงสีทอง หรือบางแหล่งก็กล่าวกันว่า แท้จริงแล้ว มังกรจีนมีหลากหลายสี เช่น สีน้ำเงิน สีดำ สีขาว สีแดง สีเขียว หรือสีเหลือง แต่ถ้าเป็นมังกรชนิดไชโอะ (chiao) จะสังเกตได้ว่าส่วนหลังของมังกรตัวนี้จะเป็นสีเขียว บด้านข้างมีสีเหลือง และใต้ท้องของมังกรจะเป็นสีแดงเข้ม ซึ่งเป็นการผสมผสานหลายๆสีเข้าที่ตัวเดียวกัน มังกรจีนบางชนิดจะมีปีกติดอยู่ข้างลำตัว ทำให้สามารถที่จะเดินไปบนผิวน้ำได้ แต่มังกรจีนบางชนิด สามารถทำให้เกิดเสียงที่ฟังดูเหมือนกับเสียงขลุ่ยได้ เพียงแค่โบกสะบัดแผงคอไปข้างหน้าและข้างหลังเพียงเท่านั้น

มังกรจีนบินบนฟ้าได้เพราะมีโหนกอยู่บนหัว ซึ่งเโหนกที่อยู่บนหัวจะถูกเรียกกันว่า เชด เม่อ (ch’ih muh) แต่หากมังกรจีนตัวใดไม่มีส่วนนี้อยู่บนหัว มันก็จะกำคทาเล็ก ๆ ที่มีชื่อว่า โพ เชน (po-shan) เอาไว้ ซึ่งจะช่วยให้มังกรจีนสามารถลอยตัวอยู่บนอากาศได้นั่นเอง

คนจีนโบราณมีความเชื่อว่า มังกรถือสัตว์ที่มีพละกำลังมาก และทีความศักดิ์สิทธิ์เหนือฟ้าและดิน ส่วนใหญ่จะพบมังกรจีนได้ตามแม่น้ำและทะเลสาบ หรืออยู่ท่ามกลางสายฝน และคนจะพูดกันว่ามังกรจีนมีความเป็นมิตรมากกว่าความเป็นศัตรู และถือเป็นสัญลักษณ์ที่นำมาซึ่งรอยยิ้มและความสุข อีกทั้งยังทำให้เกิดความอุดมสมบูรณ์แก่บ้านเมืองได้อีกด้วย มังกรถูกยกย่องว่าเป็นผู้สร้างกฎแห่งความใจบุญ และเป็นผู้เสริมสร้างความมั่นใจให้แก่กษัตริย์ในราชวงศ์ชิง ดังจะเห็นได้ว่า กษัตริย์มักจะนั่งบัลลังก์ลายมังกร เดินทางทางน้ำด้วยเรือลายมังกร เสวยอาหารด้วยโต๊ะลายมังกร และบรรทมบนเตียงนอนลายมังกรด้วยเช่นกัน

มังกรจีนโบราณในตำนาน

เมื่อ 4,000 ปี ก่อนหน้านี้ ตำนานมังกรจีนโบราณได้กล่าวถึงรูปร่างลักษณะของมังกรจีนว่า มีอยู่หลากหลายแบบ แล้วแต่ที่นักวาดรูปจะสร้างสรรออกมา จินตนาการของนักวาดรูปโบราณได้ถูกถ่ายทอดกันมารุ่นสู่รุ่น โดยมีการยึดถือเอาลักษณะรูปแบบที่คนรุ่นก่อนเล่าต่อ ๆ กันมา ซึ่งเล่ากันไว้ว่า มังกรจีนมีลักษณะลำตัวที่ยาวคล้ายงู มีเกล็ดปกคลุมลำตัวเป็นสีเขียว มีดวงตาสีแดง มีหนวดหนึ่งคู่ มีเขาหนึ่งคู่ มีขา 4 ขา และมีกงเล็บที่แข็งแรง ด้วยลักษณะอันน่าเกรงขามนี้ จึงทำให้มังกรจีนโบราณถูกยกย่องให้เป็นสัตว์ของเทพเจ้าที่ชาวจีนยกย่องและเคารพนับถือเป็นอย่างมาก เทพเจ้าในลัทธิเต๋ามีสัตว์พาหนะเอาไว้เพื่อทำหน้าที่คุ้มครองปราสาทของเทพเจ้าที่อาศัยอยู่บนสรวงสวรรค์ มังกรจีนที่มีกงเล็บ 5 เล็บ จึงถือเป็นสัญลักษณ์แห่งจักรพรรดิ ที่ถือเป็นสัญลักษณ์แห่งความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ มังกรจีนบางตัวจะมีไข่มุกเม็ดใหญ่อยู่ที่ขาหน้า ทำให้บางคนคิดว่าไข่มุกเม็ดนี้ คือ ไข่ของมังกร ในขณะที่ มังกรบางตัว จะวางไข่ใบนี้เอาไว้ในน้ำไหล

ว่ากันว่า มังกรจีนในตำนานสามารถขยายร่างตัวเองให้มีขนาดใหญ่หรือเล็กเท่าใดก็ได้ตามที่ใจปรารถนา  และมังกรจีนก็ถือเป็น 1 ใน 4 สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ของจีน ที่ผู้คนให้ความเคารพบูชามากที่สุด เพราะด้วยความที่มังกรจีนมีนิสัยที่เป็นมิตร เมตตากรุณา มองโลกในแง่ดี ฉลาด ทะเยอทะยาน เด็ดขาด และมีพละกำลัง ทำให้มังกรจีนถูกใช้เป็นที่ปรึกษาของผู้นำในด้านต่าง ๆ อย่างไรก็ตาม มังกรจีนก็เป็นสัตว์มีถือทิฐิพอสมควร หากผู้นำไม่ยอมทำตามคำแนะนำของมังกรจีนมันก็จะถือตัว ยิ่งถ้าบุคคลผู้ใดไม่ให้เคารพความสำคัญต่อมังกรจีน มันก็จะบันดาลให้ฝนแล้งหรือเกิดพายุ น้ำท่วมมาได้ตามที่ต้องการ ส่วนมังกรตัวเล็กๆที่ยังไม่มีบารมีมากพอ ก็มักจะทำเรื่องยุ่งยากเล็ก ๆน้อยให้เกิดขึ้นอยู่เสมอ เช่น ทำหลังคาบ้านรั่ว หรือทำให้ข้าวของเหนียวเหนอะหนะ

เชื่อกันว่า มังกรในปัจจุบัน ก็คือ ซากของไดโนเสาร์ในยุคดึกดำบรรพ์ที่กลายเป็นหินไปแล้วนั่นเอง เนื่องจากพบว่าไข่ของไดโนเสาร์ถูกพบเจอขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศจีน ซึ่งถือเป็นสถานที่ที่เชื่อว่ามีไดโนเสาร์อยู่มากที่สุด  โลกในยุคโบราณ จะนิยมใช้ส่วนของมันในการปรุงยาสมุนไพร หรือที่รู้จักกันในชื่อว่า “ยากระดูกมังกร” ส่วนไข่มังกรจีน สมัยเฉียนหลงก็ใช้เอาไปเป็นเครื่องรางประจำพระราชวังปักกิ่ง แต่ต่เมื่อเวลาผ่านไป หลังจากที่พระราชวังปักกิ่งแตก ไข่มังกรจีนก็สืบทอดรุ่นสู่รุ่น จนในที่สุดก็มาปรากฎอยู่ที่ประเทศไทย ซึ่งการได้มาของไข่มังกรนั้นมีตำนานเล่ากันปากต่อปากมาว่า คณะทูตจากประเทศจีนได้เดินทางโดยการล่องเรือไฮจี่ พร้อมกับผู้ติดตามจำนวน 449 คน และมีทหารประจำเรือ 279 คน คณะฑูตเดินทางมาครั้งนี้ก็เพื่อเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พระที่นั่งอภิเศกดุสิต โดยมีพระยาบริบูรณโกษากรเป็นผู้เข้าเฝ้าฯ และมอบหมายให้พระยาบริบูรณโกษากร ที่มีชื่อเรียกว่า ฮวด โชติกะพุกกณะ หรือเจ้าคุณกิมจึ๋ง เป็นผู้คอยตอดต่อประสานงาน และจัดงานเลี้ยงต้อนรับในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5

ไข่มังกรที่ได้รับสืบทอดกันมามีลักษณะเป็นลูกแก้วหินผลึก ที่มีลักษณะคล้ายคลึงกับลูกแก้วของหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดของประเทศไทย แต่ไข่มังกรได้ถูกตกแต่งด้วยการเลี่ยม และห่อหุ้มด้วยวัสดุที่คล้ายกับการห่อด้วยแก้ว ไข่มังกรจีนจึงกลายเป็นเรื่องที่โด่งดังและถูกพูดถึงกันอย่างมากในสมัยนั้น

 

กำเนิดมังกรจีน

ชาวจีนโบราณมีความเชื่อเรื่องสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ 4 ชนิด ได้แก่ กิเลน หงส์ เต่า และมังกร โดยชาวจีนจะยกให้มังกรเป็นสัตว์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหมด โดยชาวจีนจะเรียกมังกรจีนว่า “เล้ง-เล่ง-หลง-หลุง” ซึ่งแต่ละคำจะมีความหมายที่แตกต่างกันออกไปตามการออกเสียงในแต่ละท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม มังกรก็ยังถือเป็นสัญลักษณ์ของพลังอำนาจ ความยิ่งใหญ่ และความแข็งแรงของเพศชาย

มังกรจีนถูกเชื่อว่าเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เป็นสัตว์ของเทพเจ้าบนสวรรค์ เป็นตัวแทนของกษัตริย์ และเป็นโอรสที่จุติมาจากสวรรค์ การได้พบเห็นมังกรจึงถือเป็นสิริมงคลแก่ตัวเองเป็นอย่างมาก และหากผู้ใดได้มีโอกาสขี่หลังมังกรเพื่อรับไปเป็นเซียนอยู่บนสวรรค์ด้วยแล้ว แสดงว่าผู้นั้นจะต้องเป็นคนมีศีลมีธรรม มีความซื่อสัตย์ และมีจิตใจบริสุทธิ์ ในสมัยโบราณ ชาวจีนก็ได้ทำการจัดทำตำรามังกรขึ้นมา ซึ่งภายในนั้นได้รวบรวมรายละเอียดทั้งในส่วนของประวัติ เผ่าพันธุ์ และลักษณะของมังกรไว้โดยครบถ้วนมากที่สุด แต่เนื่องจากเวลาผ่านไปนานหลายปีแล้ว จึงทำให้ตำราเล่มดังกล่าวสูญหายไปแบบไม่มีใครรู้ว่าไปไหน ทำให้ในปัจจุบัน การศึกษาเรื่องของมังกรจีนเป็นเพียงแค่การสืบค้นจากหลักฐานต่าง ๆ ที่ยังคงมีหลงเหลืออยู่ รวมไปถึงคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่ชาวจีนที่ยังพอจำความได้เท่านั้น

ในสมัยโบราณมีตำนานของจีนที่กล่าวถึงเจ้าแม่นึ่งออ หรือ หนี่วา เอาไว้ว่า เจ้าแม่มีลักษณะลำตัวเป็นมนุษย์ แต่มีศีรษะเป็นงู ซึ่งในบางตำราก็มีการพูดถึงว่า ลำตัวตัวท่อนบนนั้นเป็นมนุษย์ แต่ส่วนล่างเป็นงู หลังจากที่เจ้าแม่นึ่งออเสียชีวิตไปได้เป็นเวลา 3 ปีแล้ว ก็ยังพบว่าศพของนางยังคงไม่เน่าเปื่อย และเมื่อลองใช้มีดผ่าท้องของนางพิสูจน์ความจริง ก็ปรากฏเป็นมังกรสีเหลืองตัวหนึ่งพุ่งออกมาจากท้องและโบยบินขึ้นฟ้าไปในทันที

ส่วนตำราดึกดำบรรพ์ของจีน ได้กล่าวถึงการกำเนิดขึ้นครั้งแรกของมังกรจีนในสมัยของพระเจ้าฟูฮี,ฟูซี หรือฟูยี เมื่อประมาณ 3,935 ปีก่อนพุทธกาล เอาไว้ว่า ในสมัยนั้น มีมังกรอยู่ตัวหนึ่ง มังกรตัวนี้เป็นเสมือนเจ้าเหนือน่านน้ำทั้งปวง รวมระยะเวลามาแล้วหลายพันปี ซึ่งความจริงแล้วมังกรตัวนั้นก็เป็น พระเจ้าฟูฮี ที่แปลงกายมานั่นเอง ซึ่งตำนานยังกล่าวถึงพระเจ้าฟูฮีไว้อีกมากมาย ว่าพระองค์เป็นผู้ที่มีความสามารถหลายด้าน ทรงเป็นักคิดนักประดิษฐ์สิ่งของขึ้นมาหลายสิ่ง เช่น “โป๊ย-ก่วย” หรือ ยันต์แปดทิศ มากไปกว่านั้น พระองค์ยังทรงเป็นผู้กำหนดการที่เกิดพิธีมั่นหมายระหว่างฝ่ายชายและหญิงที่เป็นคู่ครองกันอีกด้วย

ส่วนหนังสือประวัติวัฒนธรรมจีนก็ได้กล่าวถึงมังกรจีนไว้ว่า มังกรถือกำเนิดขึ้นในช่วงสมัยของพระเจ้าอึ่งตี่ พระเจ้าอึ่งตี่, อึ้งตี่ หรือหวงตี้ ผู้ทรงเป็นกษัตริย์ที่ทำหน้าที่สำคัญในการรวบรวมเอาแผ่นดินจีนไว้ด้วยกัน พระองค์ได้ทรงจินตนาการสัตว์ที่ชื่อว่ามังกรขึ้นมา โดยรวบรวมเอาลักษณะต่างๆมาจากสัญลักษณ์ของเผ่าต่าง ๆ โดยมีวัตุประสงค์เพื่อให้มังกรกลายไปเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน หลังจากที่พระเจ้าอึ่งตี่สิ้นพระชนม์ ก็ปรากฎกายของมังกรจากฟากฟ้าลงมารับตัวของพระองค์และพระมเหสีขึ้นไปเป็นเซียนอาศัยอยู่บนสรวงสวรรค์ แต่บางตำราก็ได้กล่าวเอาไว้ว่า พระองค์นั้นเป็นหวงตี้องค์เดียวกันกับที่ได้เป็นเจ้าสวรรค์ หรือที่ใครๆรู้จักกันดีในชื่อของ เง็กเซียนฮ่องเต้ ในเวลาต่อมา และด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ชาวจีนยกย่องว่ามังกรเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ และเป็นเจ้าแห่งสัตว์ทั้งปวงในโลก

Advertisement