Advertisement


พระพิฆเนศ

 

กำเนิดพระพิฆเนศได้บันทึกไว้ในคัมภีร์ปราณะในช่วงหลังพุทธศตวรรษที่1 ว่าพระพิฆเนศเป็นโอรสของพระแม่อุมาเทวีกับพระศิวะเทพ โดยมีตำนานกล่าวไว้แตกต่างกัน ดังต่อไปนี้

ตำนานที่หนึ่ง : ปราบอสูรและรากษส
หลังจากที่อสูรและรากษสได้ทำพิธีบวงสรวงพระศิวะเพื่อขอพรจนได้รับพรตามประสงค์ อสูรและรากษสก็ได้ใจกลับมารุกรานเหล่าเทวดาจนได้รับความเดือดร้อนไปทั่ว ร้อนถึงพระอินทร์ที่จึงเป็นต้องพาเหล่าเทวดาทั้งหลายไปเข้าเฝ้าพระศิวะเจ้าเพื่อหาหนทางแก้ไข หรือหาผู้กล้าที่จะมาปราบเหล่าอสูรและรากษสให้หมดฤทธิ์ไป เมื่อพระศิวะได้ฟังคำร้องทุกข์จากเหล่าเทวดาแล้ว ก็ทรงแบ่งกายเป็นบุรุษรูปงามลงไปถือกำเนิดอยู่ในครรภ์ของพระอุมาเทวี เมื่อครบกำหนดคลอด พระองค์ได้ทรงให้พระนามว่าแก่ทารกน้อยว่า พระวิฆเนศวร ผู้ที่จะทำหน้าที่ปราบอสูรและรากษสทั้งหลาย หลังจากเสร็จสิ้นจากการปราบอสูรแล้ว พระศิวะได้ทรงมอบหมายให้พระวิฆเนศวรทรงเป็นผู้ขัดขวางและป้องกันเหล่าผู้มีจิตใจพาลต่างๆ ที่หวังจะมาขอพรเพื่อนำไปใช้ในทางที่ผิด รวมทั้งยังเป็นผู้คัดสรรเหล่าเทวดาและมนุษย์ที่กระทำกรรมดีและบันดาลให้พวกเขาค้นพบกับความสำเร็จได้โดยดี จากการขอพรต่อพระศิวะต่อไป

ตำนานที่สอง : พระปารวตี (พระแม่อุมาเทวี) ปั้นเหงื่อไหลให้เป็นพระบุตร
กล่าวถึงพระปารวตีที่สรงน้ำอยู่ในอุทยาน พระองค์ได้นำเหงื่อไคลที่ไหลออกมา มาปั้นเป็นหุ่นเทวบุตรรูปงาม อีกทั้งยังทรงใช้เวทย์มนต์เพื่อสร้างสรรค์ให้หุ่นนั้นมีชีวิตจริง จากนั้นจึงทรงรับสั่งให้เทวบุตรรูปงามผู้นั้นออกไปเฝ้ายังประตูทางเข้าอุทยาน โดยกำชับว่าห้ามมิให้ผู้ใดเข้ามาโดยเด็ดขาด

เหตุการณ์เป็นเช่นนี้เรื่อยมาทุกครั้งที่พระแม่อุมามาทรงสรงน้ำ ณ อุทยานแห่งนี้ จนกระทั่งวันหนึ่ง เมื่อถึงกำหนดการเสด็จกลับของพระศิวะ ทำให้พระศิวะได้พบกับหุ่นเทวบุตร หุ่นเทวบุตรองค์พยายามปกป้องมิให้ผู้ใดย่างกายเข้าในอุทยานตามที่ได้รับคำสั่งจากพระอุมา เมื่อพระศิวะทราบดังนั้น จึงทรงสั่งให้บริวารเข้าต่อสู้และได้สังหารเทวบุตรจนเสียชีวิตลง (บางคัมภีร์กล่าวว่าพระศิวะทรงใช้ตรีศูลตัดเศียรเทวบุตรนั้น แต่บางคัมภีร์ก็ว่าพระวิษณุทรงใช้จักรตัดเศียร)

เมื่อพระปารวตีทรงพบเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ก็ทรงโกรธพระสวามีเป็นอย่างยิ่ง จนถึงกับเกิดศึกใหญ่ระหว่างทั้งสองพระองค์ ความร้อนถึงพระฤาษีนารอด (นารท) ที่ต้องออกไปช่วยเจรจาศึกในครั้งนี้ สุดท้าย พระปราวตีได้กล่าวให้พระศิวะต้องหาหนทางในการชุบชีวิตเทวบุตรให้ฟื้นคืนชีพมาอีกครั้ง จึงจะยอมสงบศึกให้

พระศิวะจึงมีคำสั่งให้เทวดาผู้เป็นบริวารเดินทางไปตัดศรีษะของสิ่งมีชีวิตสิ่งแรกที่พบทางทิศเหนือ และนำมาต่อให้กับเทวบุตรผู้เป็นโอรส เทวดาจึงได้เดินทางกลับมาพร้อมกับนำเศียรช้างที่มีงาเดียวมาด้วย หลังจากชุบชีวิตเทวบุตรแล้ว ก็ทรงตั้งพระนามใหม่ว่า คือ คชานนะ (มีหน้าเป็นช้าง) และเอกทันต (ผู้มีงาเดียว) อีกทั้งยังทรงเล่าเรื่องราวต่างๆให้ทั้งสองพระองค์รับทราบ เมื่อทั้งสองพระองค์ทราบว่าพระศิวะทรงเป็นพระบิดา ซึ่งฝ่ายโอรสจึงรีบหมอบกราบเพื่อขออภัยโทษในความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของตน ทำให้พระศิวะทรงพอพระทัยยิ่งนัก ถึงกับประทานพรเป็นรางวัลให้แก่พระโอรส ให้เป็นผู้มีอำนาจเหนือเหล่าภูตผีทั้งปวง อีกทั้งยังทรงแต่งตั้งให้เป็น คณปติ หรือผู้ที่เป็นใหญ่ในที่สุด

ตำนานที่สาม : ขวางคนชั่วที่ต้องการล้างบาป ณ เทวาลัยโสมนาถ และเทวาลัยโสมีศวร
ตำนานกล่าวไว้ว่าพระปารวตีได้ทรงนำน้ำที่ใช้สรงกายมาผสมเหงื่อไคล แล้วปั้นเป็นเทวบุตรรูปกายเป็นมนุษย์แต่มีเศียรเป็นช้าง จากนั้นจึงประพรมน้ำจากพระคงคาเพื่อเนรมิตให้เทวบุตรมีชีวิตขึ้นมา ทั้งนี้พระองค์มีพระประสงค์ให้เทวบุตรไปขัดขวางคนชั่วที่จะไปบูชาศิวลึงค์ เพราะหวังที่จะไปล้างบาปให้แก่ตนเองไม่ให้ตนตกขุมนรก ณ เทวาลัยโสมนาถ และเทวาลัยโสมีศวร

จากเรื่องเล่านี้เอง ทำให้ชาวฮินดูนิยมนำรูปปั้นของพระพิฆเนศมาจุ่มน้ำ ณ วัดคเนศจาตุรถี หรือบางครั้งก็มีความเชื่อว่า หากนำเทวรูปเล็กๆไปทิ้งตามแม่น้ำคงคา น้ำจากแม่น้ำคงคาจะทำให้พระพิฆคเนศมีชีวิตขึ้นมานั่นเอง

ตำนานที่สี่ : พระกฤษณะอวตาร
มีเรื่องเล่าเมื่อครั้งที่พระปารวตียังไม่มีโอรสว่า พระศิวะเทพผู้เป็นสวามีได้แนะนำให้จัดทำพิธีปันยากพรต (การบูชาพระวิษณุเทพในวันขึ้น 13 ค่ำ เดือนมาฆะ) โดยพิธีนี้จะใช้เวลานานถึง 1 ปี แต่หากทำได้โดยตลอดจนครบ ก็จะทำให้ขอบุตรได้สำเร็จ ซึ่งพระกฤษณะจะยอมอวตารลงมาจุติก็ต่อเมื่อทุกอย่างเป็นไปตามคำของพระศิวะเทพแล้ว ด้วยเหตุนี้ เหล่าเทวดาทั้งหลายจึงได้เข้ามาร่วมอวยพรในการถือกำเนิดของพระโอรสพระองค์นี้ ซึ่งรวมไปถึงเทพศนิ (พระเสาร์) ด้วย ซึ่งมีเรื่องเล่าว่าหากพระศนิเพ่งมองสิ่งใด สิ่งนั้นก็มักจะเกิดไฟเผาผลาญจนมอดดำหมดสิ้นไป

ในครั้งที่พระศนิได้เข้าร่วมพิธีอวยพรและชื่นชมพระโอรส พระศนิได้เผลอตนไปเพ่งมองพระโอรสจนเศียรของพระกุมารหลุดกระเด็นไปยังโคโลก (ที่ประทับพระกฤษณะ) พระศิวะจึงรีบมีบัญชาให้พระวิษณุออกตามหาเศียรพระโอรสกลับมา แต่ก็ไม่สามารถหาพบ เมื่อผ่านแม่น้ำบุษปภัทร พระวิษณุทรงเห็นช้างนอนหันหัวไปทางทิศเหนืออยู่ จึงได้ตัดเศียรช้างตัวนั้นเพื่อนำกลับมาต่อให้พระโอรส

ตำนานที่ห้า : พระศิวะ-พระปารวตีแปลงเป็นช้าง
ครั้งที่พระศิวะและพระปารวตีได้เสด็จไปยังภูเขาหิมาลัย ทั้งสองพระองค์ได้แลเห็นช้างกำลังสมสู่กัน จึงบังเกิดความใคร่พระองค์จึงทรงแปลงกายเป็นช้าง และร่วมสมสู่จนบังเกิดเป็นพระโอรส ที่มีนามว่า พระพิฆเนศ

ตำนานที่หก : พระวิษณุเทพ เปล่งวาจากสิทธิ์ในพิธีโสกันต์
หลังจากที่พระศิวะและพระปารวตีทรงจัดพิธีโสกันต์ให้กับพระโอรสในพิธีฤกษ์วันอังคาร พระองค์ได้เรียนเชิญเทพทั้งหลายให้มาร่วมเป็นสักขีพยาน ขาดแต่เพียงองค์วิษณุเทพที่กำลังทรงอยู่ระหว่างบรรทม

เมื่อใกล้เวลาอันเป็นมงคลฤกษ์ พระศิวะเทพจึงทรงให้พระอินทร์ไปเป่าสังข์เพื่อปลุกให้พระวิษณุเทพตื่นจากบรรทม หลังจากที่พระวิษณุเทพทรงตืนจากบรรทมด้วยเสียงดังของสังข์ ก็ร้องตะโกนออกไปด้วยความรำคาญว่า “ไอ้ลูกหัวขาดจะนอนให้สบายก็ไม่ได้” ด้วยอำนาจของวาจาที่พระวิษณุเทพเปล่งออกมา ทำให้เศียรของพระโอรสหายไปในทันที เมื่อเหล่าเทพทั้งหลายเห็นร่วมกัน ก็จึงปรึกษากันว่า วันอังคารนี้ถือเป็นฤกษ์ไม่ดี ห้ามทำพิธีการมงคลใดๆ ทุกประการ

ส่วนพระเศียรของโอรสพระศิวะเทพที่หายไป พระองค์ก็มีบัญชาให้พระวิษณุกรรมไปตัดหัวมนุษย์ที่เพิ่งสิ้นชีวิต ณ ทิศตะวันตก แล้วรีบนำกลับมาต่อให้แก่โอรสโดยเร็ว แต่ในวันนั้น หาได้มีมนุษย์ผู้ใดสิ้นอายุขัยลง พระวิษณุกรรมเห็นว่ามีแค่เพียงช้างพลายงาเดียวเท่านั้นที่สิ้นชีวิตลง จึงตัดสินใจตัดหัวช้างพลายตัวนั้น เพื่อนำกลับมาถวายพระศิวะเทพ

ในช่วงที่ศาสนาพุทธกำลังเติบโตในอินเดีย มีเรื่องเล่ากล่าวในตอนนี้ไว้ว่า หลังจากที่เทวดานำหัวช้างมาต่อให้แก่พระโอรสแล้ว พระโอรสก็ยังไม่อาจฟื้นชีวิตขึ้นมาได้ พระศิวะเทพจึงต้องให้พระวิษณุเทพไปทูลเชิญเสด็จพระศิริมานนท์อรหันต์ ให้โปรดมาสวดพระคาถาชินบัญชร ซึ่งหลังจากได้รับฟังสวดจบ พระโอรสก็ฟื้นคืนชีวิตอีกครั้ง

แต่บางตำนานก็กล่าวกันว่า ในพิธีโสกัณต์ พระราหูได้เคยเตือนพระศิวะแล้วว่าจะเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น และควรทูลเชิญเสด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าให้เข้าร่วมพิธีนี้ด้วย แต่พระศิวะเทพก็ไม่เชื่อ แต่บ้างก็ว่า พระอังคารไม่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมพิธี จึงเกิดความโกรธแค้นและได้ลอบเข้าตัดเศียรพระโอรสไปโยนทิ้งทะเล

Advertisement