Advertisement


นารีผล หรือมักกะลีผล

 

นารีผล มักกะลีผล หรือมัคคะลีผล เป็นพืชแสนวิเศษที่มีรูปร่างเป็นหญิงงาม และพบได้ตามป่าหิมพานต์ เชื่อกันว่า นารีผลจะมีขั้วลูกอยู่ด้านบนศีรษะ รูปร่างของผลสดจะสวยงามคล้ายผู้หญิงที่มีหุ่นดี และมีผิวพรรณสวยงาม

ความเชื่อตามตำนานเล่าว่า เมื่อหลายหมื่นปีก่อนที่ผ่านมา ในครั้งที่พระเวสสันดร พระนางมัทรี และบุตรอีก ๒ คนคือ ชาลีกุมาร และ กัณหาชิณากุมารี ได้ถูกขับไล่ออพจากพระนคร พวกเขาได้เดินทางเข้ามาสู่ป่าหิมพานต์ และต่างพยายามบำเพ็ญเพียรอยู่ ณ ที่แห่งนั้น เชื่อกันว่า ในป่าหิมพานต์มีสัตว์ป่าร้ายกาจอยู่นับไม่ถ้วน แต่ทว่า สัตว์ป่าทั้งหลายต่างได้รับความเมตตาจากพระเวสสันดรด้วยกันทั้งสิ้น ทำให้สัตว์ป่าเหล่านั้นกลายเป็นมิตรและคลายความดุร้ายลง ส่วนสิ่งมีชีวิตอื่นที่นอกเหนือจากสัตว์ป่า อย่างพวกดาบส ฤๅษี นักสิทธิ์ วิทยาธร หรือคนธรรพ์ ก็ล้วนแต่อาศัยอยู่ ตามปกติทั่วไป

อยู่มาวันหนึ่ง เมื่อพระนางมัทรีผู้มีรูปโฉมงดงาม ได้ออกหาอาหารตามลำพังเพื่อประทังชีวิต พระนางก็ได้ไปปรากฎกายให้พวกนักสิทธิ์ วิทยาธร รวมถึงฤๅษีได้มาพบเจอ จนในที่สุด ผู้ทรงศีลทั้งหลายก็ตบะแตกเพราะความงามของนาง

พระอินทร์ ซึ่งจำแลงกายมาเป็นท้าวสักกะเทวราช เริ่มมองเห็นถึงลางร้ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต จึงพยายามหาวิธีปองกันโดยทำการเนรมิตต้นไม้วิเศษขึ้นมา ๑๖ ต้น  ก่อนจะทรงวางไว้รอบทิศก่อนจะถึงดินแดนอันเป็นที่อาศัยของพระเวสสันดรและนางมัทรี ต้นไม้วิเศษนี้ออกผลออกมาแปลกประหลาดกว่าต้นไม้โดยทั่วไป เพราะผลของมันมีลักษณะคล้ายมนุษย์สตรี และเมื่อผลสุกเต็มที่ ก็จะมีรูปร่างสวยงามราวกับสาวงามแรกรุ่น และมีผิวพรรณหรือหน้าตาที่สวยงามปานเทพธิดาลงมาจุติ

ซึ่งต่างก็เชื่อว่า แต่ละผลก็คือเทพธิดาหนึ่งนาง หรือเมื่อใดที่ต้นนารีผลออกดอกออกมา ก็เปรียบเหมือนเกิดเป็นวิมานแห่งรุกขเทพธิดาขึ้น ซึ่งความสวยงามของผลนารีผลแต่ละผลจะมีความแตกต่างกันออกไปตามแต่บุญกรรมของเทพธิดาแต่ละนาง และเทพธิดาที่ลงไปจุติที่นารีผล ก็ล้วนไปตามชะตากรรมของตนเอง

ด้วยความงดงามของต้นนารีผล จึงส่งผลให้เหล่านักสิทธิ์และวิทยาธรตบะแตกได้ หากจิตใจของพวกเขายังไม่เข้มแข็งพอ ซึ่งก็มีบางรายที่ได้เสพบำเรอกับนารีผล จนเมื่อตบะแตกก็ทำให้ฤทธิ์ที่มีเสื่อมลง ไม่สามารถเหาะต่อไปได้ ทำให้หมดโอกาสที่จะได้พบกับพระนางมัทรีอีก หากต้องการจะเดินทางต่อไป ก็จำเป็นจะต้องบำเพ็ญเพียรใหม่อีกครั้ง เพื่อยกระดับจิตใจให้สูงขึ้น ซึ่งต้นนารีผลนี้จึงสามาถป้องกันไม่ให้ใครคนไหนเข้าล่วงศีลกับพระนางมัทรีได้เลย

แม้ว่าภายหลังที่พระเวสสันดรและพระนางมัทรีจะเสด็จเข้าเมืองไปแล้ว ต้นนารีผลที่เคยมีก็ยังคงอยู่ที่เดิมไปตลอด และยังคงมีดอกหอมกรุ่นอยู่บนต้น แม้ว่านารีผลจะหมดอายุขัย เหี่ยวเฉา และร่วงหล่นไปบางแล้วก็ตาม แต่ก็ปรากฎเป็นลูกใหม่ขึ้นมาแทนที่อย่างต่อเนื่อง

ต้นนารีผลสามารถใช้เป้นที่ทดสอบจิตใจของฤาษีได้ ว่ากันว่า ฤๅษีบางตนที่บำเพ็ญเพียรจนตบะแก่กล้า และไร้กิเลส จะเดินทางมาที่ต้นนารีผลเพื่อทดสอบจิตตน โดยพวกเขาจะเหาะมาที่ต้นนารีผล และจ้องมองผลนารีเหล่านั้น เพื่อดูว่าตนจะอดทนได้หรือไม่ หรือบางครั้งก็อาจอาจารย์ฤๅษีพาลูกศิษย์มาทดสอบระดับจิต ซึ่งก็สามารถใช้ต้นนารีผลเป็นเครื่องมือในการฝึกควบคุมจิตได้เช่นกัน แต่ก็มีพวกนักสิทธิ์วิทยาธร ที่มักจะเหาะมาเพื่อเก็บนารีผลกลับไปเชยชม แล้วค่อยฝึกจิตใหม่ภายหลังก่อนจะกลับมาอีกครั้ง

นารีผล จึงกลายเป็นที่โปรดปรานของสัตว์วิเศษรวมถึงวิทยาธรทั้งหลาย ซึ่งส่วนใหญ่แล้วยังไม่หมดกามราคะ ดังนั้น ทำให้นารีผลส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะแห้งตายคาต้น เพราะก่อนที่จะหมดอายุขัยของมันก็มักจะมีเทวดา สัตว์วิเศษ และวิทยาธร มาเก็บเอาไปเชยชมเสียก่อนแล้ว

 

กล่าวถึงเรื่องราวในอรรถกถาที่เกี่ยวข้องกับนารีผลตอนหนึ่งว่า

เมื่ออดีตกาล ในครั้งที่พระเจ้าพรหมทัตขึ้นครองราชย์ปกครองพระนครพาราณสี ได้มีพระโพธิสัตว์มาบังเกิดในตระกูลของพราหมณ์ ณ กาสิกรัฐ เมื่อพระโพธิสัตว์เติบโตขึ้นก็ได้ร่ำเรียนสรรพศิลปศาสตร์ ก่อนจะบวชเป็นฤๅษี โดยมีมูลผลาผลในป่าไว้ยังชีพ

ครั้งหนึ่ง เกิดมีแม่เนื้อตัวหนึ่งไปมาเคี้ยวกินหญ้าในสถานที่ที่พระดาบสปัสสาวะ ทำให้หญ้านั้นเจือปนไปด้วยน้ำเชื้อ ซึ่งยังผลให้แม่เนื้อเกิดมีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ในพระดาบส และตั้งครรภ์ขึ้น ทำให้นับแต่นั้นเป็นต้นมา แม่เนื้อตัวนี้ก็คอยดูแลอยู่ไม่ห่างจากอาศรมไปไหนเลย ไม่นานต่อมา แม่เนื้อก็ได้คลอดบุตรออกมาเป็นมนุษย์ ซึ่งพระมหาสัตว์ก็ทรงรู้เหตุทั้งหมดที่เกิดขึ้น จึงได้ทรงรับเลี้ยงทารกผู้นั้นเอาไว้ด้วยความรักใคร่ในฐานะที่เป็นบุตรของตน พร้อมตั้งนามว่า อิสิสิงคกุมาร

เวลาผ่านไป เมื่ออิสิสิงคกุมารเติบใหญ่ขึ้น พระมหาสัตว์จึงทรงบวชในบุตรชาย และได้พาดาบสกุมารไปพบนารีวัน (ป่านารีผล) พร้อมสอนบุตรของตนว่า ลูกรัก เหล่าสตรีก็เป็นเหมือนเช่นกับดอกไม้ที่มีอยู่ในป่าหิมพานต์นี้ สตรีทั้งหมดย่อมมีผลทำให้ผู้ที่ตกอยู่ในอำนาจเกิดความพินาศฉิบหายอย่างใหญ่หลวงได้  เจ้านั้นไม่ควรที่จะไปหลงอำนาจของสตรีพวกนี้ จากนั้น ก็ทำกาลกิริยา เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่เบื้องหน้า ส่วนอิสิสิงคดาบส ก็ประลองฌานกีฬาอยู่ในหิมวันตประเทศ จนได้เป็นผู้มีตบะแรงกล้า

ครั้งหนึ่ง เมื่อพิภพของท้าวสักกเทวราชสั่นครอนด้วยพระเดชของพระดาบส ท้าวสักกเทวราชได้ทรงใคร่ครวญ และเห็นว่า พระดาบสผู้นี้น่าจะเป็นบุคคลที่ทำให้ท่านหลุดจากการเป็นท้าวสักกะได้ จึงต้องการทำลายศีลของพระดาบส โดยการส่งนางอัปสรคนหนึ่งให้ไป เนื่องจากทรงพิจารณาแล้วว่า เหล่าเทพบริจาริกาจำนวนสองโกฏิครึ่งทั่วทั้งหมด คงจะมีแต่นางอัสสรที่มีนามว่า อลัมพุสา เพียงผู้เดียวที่จะทำลายศีลของพระอิสิสิงคดาบสให้แตกได้

ซึ่งสิ่งที่ท้าวสักกเทวราชคาดการณ์เอาไว้ก็บังเกิดความสำเร็จ เมื่อนางอลัมพุสาเทพอัปสรได้เข้าไปปรากฎตัวให้อิสิสิงคดาบสได้เห็น ซึ่งในขณะที่อิสิสิงคดาบสได้ประกอบความเพียรในตอนกลางคืนเสร็จสิ้นแล้ว ก็ไปสรงน้ำและทำอุทกกิจเสร็จ จากนั้นจึงยับยั้งอยู่ด้วยฌานสุขในบรรณศาลา ก่อนจะออกมากวาดโรงไฟ แต่เมื่อเห็นนางอลัมพุสาเทพอัปสรมาเผยโฉมความงามอยู่เบื้องหน้าของพระอิสิสิงคดาบส และแสดงมารยาหญิงอันทรงเสน่ห์ ก็ทำให้พระดาบสหนุ่มลุ่มหลง และถูกทำลายศีลในที่สุด

Advertisement