Advertisement


กำเนิดโลก (กรีก)

 

ย้อนไปในสมัยครั้งก่อนที่แผ่นดินและทุกสิ่งมีชีวิตยังไม่ถูกสรรค์สร้างขึ้นมา ทุกอย่างยังคงเป็นเพียงความว่างเปล่าที่ไร้รูปลักษณ์ จนเมื่อความว่างเปล่าส่วนหนึ่งเกิดสภาวะหมุนวนอย่างไม่หยุดนิ่ง และแยกตัวออกมากลายเป็นท้องฟ้า ที่มีนามว่าวิลยานาร์ส วิลยานาร์สก็คอยทำหน้าที่เฝ้าโอบอุ้มประคองภาวะของความว่างเปล่าเหล่านั้นเอาไว้ แต่ภายหลังการกำเนิดของวิลยานาร์สเพียงไม่นาน ภาวะของความว่างเปล่าอีกส่วนหนึ่งก็ได้แยกตัวออกมาเป็นผืนแผ่นดิน หรือที่เรียกว่าแม่พระธรณีซึ่งมีนามว่าแอมบาร์ และนี่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการกำเนิดท้องฟ้าและผืนดินจวบจนถึงปัจจุบันนี้นั่นเอง

แม้ว่าม้องฟ้าและแผ่นดินจะถูกสร้างขึ้นมาแล้ว แต่ทว่าก็ยังไม่มีสิ่งอื่นใดปรากฎขึ้นมาอีก ท้องฟ้าในยามค่ำคืนจึงยังคงว่างเปล่าไร้แสงดาว ส่วนผืนดินก็ยังคงแห้งผากปราศจากสิ่งมีชีวิตหรือพืชพันธุ์

เวลาผ่านไป จนกระทั่งแอมบาร์ได้ให้กำเนิดบุตรแก่วิลยานาร์ส ซึ่งมีนามว่าคาเลเมนาร์ส เมื่อนั้นแสงสว่างก็ได้ถือกำเนิดขึ้นมา และนอกจากคาเลเมนาร์สที่ถือกำเนิดขึ้นมาแล้ว แอมบาร์ก็ยังให้กำเนิดธิดาอีกคนหนึ่งแก่วิลยานาร์ ซึ่งมีนามว่าโลเมอาร์ผู้เป็นความมืด ด้วยเหตุนี้ แผ่นดินที่เกิดขึ้นมาจึงมีทั้งแสงสว่างและความมืดปรากฎขึ้นมาหลังจากนั้น

คาเลเมนาร์สได้เดินทางออกไปท่องเที่ยวจนสุดปลายแผ่นดิน เขาได้ทำหน้าที่นำเอาความสว่างจากทั่วแผ่นดินที่ได้พบเจอมารวบรวมเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้ความมืดที่เคยมีจางหายไป เมื่อแผ่นดินเกิดความสว่างขึ้นโดยทั่ว เคาเลเมนาร์สก็พบเห็นความจริงว่า แผ่นดินผืนนี้ช่างแห้งแล้งยิ่งนัก จึงตัดสินใจนำเอาความว่างเปล่าส่วนหนึ่งจากวิลยานาร์สมาสร้างเป็นเมฆฝน และปล่อยให้ล่องลอยไปปกคลุมทั่วผืนแผ่นดิน จากนั้นก็บันดาลให้เกิดฝนตกลงมารวมกันจนเกิดเป็นลำธาร เมื่อลำธารหลายสายไหลมาบรรจบกันก็กลายเป็นแม่น้ำ และเมื่อแม่น้ำไหลมารวมกันก็กลายมาเป็นมหาสมุทร สายน้ำบางสายถูกกักขังตามหุบเขาจนเกิดเป็นหนองบึงหรือทะเลสาบน้อยใหญ่ ด้วยเหตุนี้แผ่นน้ำทั้งหลายจึงบังเกิดขึ้นมาในที่สุดนั่นเอง

เมื่อคาเลเมนาร์สเห็นว่าผืนดินที่เคยแห้งแล้งกลับกลายเป็นแผ่นดินที่อุดมไปด้วยแหล่งน้ำ ก็เกิดความพอใจในผลงานของตนเป็นอย่างมาก แต่กระนั้นแล้ว แผ่นดินผืนนี้ก็ยังเป็นผืนดินที่มีแต่ภูเขาหิน ดิน และน้ำ แต่ยังไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตใดๆ เขาจึงปรึกษากับแอมบาร์ผู้เป็นมารดา ซึ่งในขณะนั้นเนื้อตัวของนางกำลังเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน นางจึงใช้มือปัดเอาเศษโคลนออกจากตัว ทันทีที่เศษโคลนตกลงถึงพื้นก็บังเกิดเป็นพืชพันธุ์สีเขียวทั้งต้นไม้น้อยใหญ่ เจริญงอกงามจนทั่วทั้งแผ่นดิน

แม้ว่าในเวลานี้แผ่นดินจะมีทั้งแสงสว่างอันอบอุ่น ป่าและทุ่งหญ้าสีเขียวขจี และลำธารน้ำใสสะอาดแล้ว แต่แอมบาร์และคาเลเมนาร์สก็ยังเห็นว่ายังขาดบางสิ่งบางอย่างไปอยู่ จนกระทั่งวิลยานาร์สแสดงความเห็นว่าที่ทั้งสองยังไม่พอใจ อาจเป็นเพราะแผ่นดินยังขาดสิ่งมีชีวิตอย่างสัตว์น้อยใหญ่หลากชนิด แอมบาร์เห็นด้วยกับความคิดของวิลยานาร์ส จึงได้นำความว่างเปล่าบางส่วนมาสร้างเป็นฝูงสัตว์น้อยใหญ่ โดยสร้างปลาหลากชนิดให้อาศัยอยู่ในน้ำและในท้องทะเลตามชนิดพันธุ์ของมัน ส่วนฝูงสัตว์ปีกน้อยใหญ่ก็ให้โบยบินอยู่บนฟ้าและจัดหาที่อยู่ตามชนิดของมัน ในขณะที่ฝูงสัตว์จตุบาทน้อยใหญ่ทั้งสัตว์ที่กินเนื้อและสัตว์ที่กินพืชก็จัดการให้อยู่ตามชนิดของมัน นอกจากนี้ ยังได้อวยพรให้เหล่าสัตว์สืบเผ่าพันธุ์รุ่นสู่รุ่นจนเต็มแผ่นดิน ทำให้แผ่นดินที่เดิมเคยว่างเปล่ากลับอุดมไปด้วยความสมบูรณ์ เต็มไปด้วยทุ่งหญ้าก็เขียวขจีตลอดเวลา และมีแสงสว่างที่คอยส่องให้อบอุ่นตลอดทั้งปี แผ่นดินจึงแลดูสวยงามเรียบประดุจสรวงสวรรค์ก็ไม่ปาน

แต่ทว่า โลเมอาร์ได้บังเอิญทำสิ่งผิดพลาดอย่างหนึ่งขึ้น เนื่องจากนางได้พยายามรวบรวมเอาความมืดดำในยามราตรีกาล และความหนาวเย็นที่ได้ถูกทำให้กระจัดกระจายไปเมื่อครั้งที่คาเลเมนาร์สรวบรวมแสงสว่างขึ้นเข้าไว้ด้วยกัน ทำให้มีดินแดนบางส่วนในแผ่นดินไม่เคยมีโอกาสที่จะได้สัมผัสกับความอบอุ่นของแสงสว่างเลยแม้แต่น้อย

เมื่อคาเลเมนาร์สรู้ความจริงที่เกิดขึ้น ก็จนปัญญาที่จะแก้ไขได้ด้วยตนเอง จึงนำปัญหาไปปรึกษากับแอมบาร์และวิลยานาร์สอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตาม ทั้งสี่ก็ยังไม่สามารถค้นพบทางออกในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้เลย ด้วยเหตุนี้ทั้งสี่จึงเห็นพ้องต้องกันว่าค วรจะสร้างสิ่งมีชีวิตที่ทรงภูมิปัญญาที่สุดขึ้นมาเพื่อจัดการกับปัญหาเหล่านี้

 

วิลยานาร์สจึงได้สร้างโครงร่างของสิ่งมีชีวิตชายและหญิงขึ้นมาสิบสองคน และให้แอมบาร์ระบายลมปราณออกทางจมูกโครงร่างนั้น เมื่อคาเลเมนาร์สได้สัมผัสที่เปลือกตา สิ่งมีชีวิตเหล่านั้นก็เรียนรู้ที่จะมองเห็นได้ และสุดท้ายโลเมอาร์ได้สัมผัสที่หูของสิ่งมีชีวิตเหล่านั้น ทำให้สิ่งมีชีวิตทั้งสิบสองคนสามารถได้ยินเสียงรอบกายได้

เมื่อทั้งสี่ได้ร่วมกันสร้างสิ่งมีชิวิตทั้งสิบสองคนขึ้นมา สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ก็ถูกเรียกว่า ‘ไอสตาร์ หรืออิสตาร์’ ซึ่งหมายถึงวงศ์วานเทพไอสตาร์ทั้งสิบสองนั่นเอง เทพไอสตาร์แต่ละองค์มีชื่อที่แตกต่างกันออกไป ดังต่อไปนี้

1. เบลเลก สุริยเทพ และประมุขของเหล่าไอสตาร์

2. เฟริอานอส เทพเจ้าแห่งรัตติกาล

3. คูเวียร์ เทพเจ้าแห่งการช่างและงานฝีมือ

4. ออร์ธาร์ส เทพเจ้าแห่งสงคราม

5. เนวิลเว เทพแห่งเจ้าแห่งการพิพากษาและความยุติธรรม

6. ซูเร เทพเจ้าแห่งสายลมและฤดูกาล

7. ไมอาร์ เทพีแห่งความรักและความงาม

8. อิสควาเทียร์ เทพีแห่งปัญญาและวิทยาการ

9. อลาเธียร์ เทพีแห่งมหาสมุทร

10. ออเรอาร์ เทพีแห่งการเกษตรและการกสิกรรม

11. เมนิเทียร์ เทพีแห่งการสื่อสารและการเดินทาง

12. ฟิริมาร์ เทพีแห่งผู้วายชนม์

เดิมทีก่อนที่เหล่าเทพไอสตาร์ทั้งสิบสองจะถือกำเนิดนั้น เทพเจ้าในพารูอินยังคงเป็นเพียงจิตวิญญาณแห่งธรรมชาติ แต่เมื่อทั้งสี่ได้สร้างเหล่าไอสตาร์ขึ้นมา เทพเจ้าจึงเปลี่ยนรูปแบบจากนามธรรมเป็นรูปธรรมในที่สุด

Advertisement